Volunteer Experience

สำหรับโครงการอาสาสมัครในต่างแดน หลังจากที่อาสาสมัครไทยหลาย ๆ คน ได้มีโอกาสไปร่วมค่ายในต่างประเทศ และกลับมาพร้อมกับความประทับใจและเรื่องเล่ามากมาย ดาหลาจึงนำบทความสั้น ๆ ของแต่ละคนมาให้พวกเราได้อ่านกัน เผื่อว่าจะได้เป็นการเรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้สนใจคนอื่น ๆ ค่ะ สำหรับใครที่อยากดูรูปภาพกิจกรรมจากเพื่อน ๆ เพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่เพจเฟซบุ๊คของดาหลา www.facebook.com/dalaa.thailand ค่ะ

—————————————————————————————————————————————————————————————-

คุณโซเฟีย กับคุณยา ที่ไปร่วมค่าย Sakarezh camp ที่ประเทศรัสเซีย

สำหรับประสบการณ์ของคุณโซเฟีย

“สิ่งที่ประทับใจในค่าย Sakarezh นี้คือความมีจิตใจดีและมีน้ำใจของคนที่นั่น ผู้บริหารผู้นำค่ายคนทำงานเเละเด็กๆที่นั่นน่ารักมากคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

การทำกิจกรรมที่นั่นหลักๆก็คือเป็นการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมซึ่งแต่ละประเทศต้องนำเสนอประเทศของตัวเองอาทิ เช่น ประเทศตุรกีก็จะนำเสนอในเรื่องวัฒนธรรมของประเทศและการละเล่น ของประเทศนั้นๆ และกิจกรรมที่ทำที่นั่นผู้เข้าร่วมโครงการทั้งหมดจะต้องเข้าร่วมกิจกรรมกับเด็กๆที่นั่นอย่างเช่นการเรียนการสอนงานฝีมือการเรียน Dance Class  การเล่นเกมต่างๆ และ เรียนรู้ความเป็นผู้นำและความกล้าแสดงออกบนเวทีชอบในความน่ารักของคนที่นั่นความมีน้ำใจ ทำให้เราได้เรียนรู้วัฒนธรรมของประเทศรัสเซียเปิดโลกกว้างมากขึ้นและประเทศของผู้เข้าร่วมโครงการมากยิ่งขึ้นเเละที่สำคัญทำให้เรามีเครือข่ายในหลายๆประเทศ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้รับ”

และในส่วนประสบการณ์ของคุณยานั้น

“ความประทับใจ คือ ความมีจิตใจดีของ ผู้บริหาร พี่เลี้ยง เเละอาสาสมัครนานาชาติทุกคน  เเละความน่ารัก ความไร้เดียงสา ของเด็กๆ ทุกๆวันคือวันสำคัญเเละจะมีกิจกรรมให้น่าตื้นเต้นตลอด เเละทุกๆกิจกรรมสร้างความอบอุ่นเเละความผูกพันระหว่างอาสาสมัครเเละเด็กๆเสมอ ทุกคนในค่ายจะอยู่ด้วยกันเหมือนครอบครัว เเละไม่ว่าอาสาสมัครเเละเด็กทุกคนเต็มที่กับทุกๆกิจกรรมค่ะ”

——————————————————————————————————————————————————————-

 คุณภูมิ เข้าร่วมค่าย Sun + Wind = Power  ระหว่างวันที่ 11-25 สิงหาคม ณ เมือง (Glücksburg near Flensburg)

“เริ่มแรกเมื่อไปถึงประเทศเยอรมันมีคนมารับที่สนามบิน มีการต้อนรับที่ดีให้ข้อมูลต่างๆในการเดินทางจากสนามบินไปยังจุดรับตัวอีกจุดไปค่าย ในระหว่างการทำค่าย คนในองค์กรให้ข้อมูลต่างๆ และอธิบายได้ดีเกี่ยวกับจุดประสงค์ในการทำงานต่างๆ ที่ได้รับมอบหมาย ส่วนเพื่อนร่วมค่ายทุกคนก็เป็นมิตรกันทุกคน ทำหน้าที่ได้รับมอบหมายได้ดี ในระหว่างทำค่ายจึงเป็นไปด้วยราบรื่น ในช่วงวันหยุดพักได้มีการออกไปเทียวรอบเมืองที่ใกล้กับค่าย คนในองค์กรได้อธิบายแผนในการเดินทาง และดูแลกันอย่างดีเพื่อไม่ให้เกินข้อผิดพลาดระหว่างการเดินทางในวันหยุด ส่วนสุดท้ายในวันส่งตัวทุกคนกลับประเทศ คนในองค์กรได้อธิบายเกี่ยวกับการเดินทางของแต่และคนเพราะเวลากลับของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ทางองค์กรดูแลเอาใจใส่มากทำให้รู้สึกไม่โดนทิ้งไว้ เป็นการเข้าค่ายที่ประทับใจอย่างมาก”

——————————————————————————————————————————————————————

คุณฟลุ๊ค เข้าร่วมค่ายที่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน – 13 ตุลาคม 2561 โครงการนี้จัดที่เมือง Minamata จังหวัด Kumamoto

สวัสดีค่ะ เราชื่อฟลุ๊คนะคะ ได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการกับ NICE Japan เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน – 13 ตุลาคม 2561 โครงการนี้จัดที่เมือง Minamata จังหวัด Kumamoto ค่ะ วัตถุประสงค์หลักๆของโครงการคือ การมีส่วนร่วมในการ Stop Climate change และการสร้างมิตรภาพที่ดีกับอาสาสมัครและคนในท้องถิ่นค่ะ

 สำหรับเราแล้ว ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เราไม่เคยไปมาก่อนเลยค่ะ และพูดภาษาญี่ปุ่นไม่ได้ด้วยค่ะ เราก็ใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารเป็นหลักค่ะ การเดินทางก็เดินทางโดยรถไฟ รถบัสสะดวกดีค่ะ หลายคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับโรคมินามาตะ เป็นโรคที่เกิดจากสารพิษจากปรอทค่ะ แต่ตอนนี้เมืองมินามาตะ ไม่มีคนเป็นโรคนี้แล้ว และเป็นเมืองที่ได้รับรางวัล Eco City ใครที่อยากมาเมืองนี้ก็สบายใจได้ค่ะ เป็นเมืองเล็กๆที่ติดทะเล และรายล้อมด้วยภูเขา ธรรมชาติมากค่ะ คนท้องถิ่นที่นี่น่ารักมากๆค่ะ

วันแรกที่เราไปถึงจะมีผู้นำค่ายมารับที่สถานีรถไฟค่ะ แล้วก็ขับรถต่อไปถึงที่พัก ที่พักก็สะดวกสบายดีค่ะ มีจักรยานให้ขี่ด้วยค่ะ พอถึงที่พักก็จะแนะนำให้เรารู้จักคนในค่ายค่ะ ในค่ายที่เราไปมีประเทศญี่ปุ่น 2 คน เบลเยี่ยม 2 คน และประเทศไทย 1 คนค่ะ

กิจกรรมหลักๆในค่าย คือการทำถ่านไม้ไผ่ค่ะ โดยการเอาไม้ไผ่ที่ตัดแล้วเรียงลงในเตาเผา แล้วเผาไม้ไผ่จนไหม้หมด ใช้ระยะเวลา 3-4 วัน แล้วถึงเก็บนำมาใช้งานได้ค่ะ บางวันก็ไปตัดไม้ไผ่ในป่าค่ะ การที่ให้เราไปทำถ่านไม้ไผ่ เพื่อนำถ่านมาใช้ในการก่อกองไฟในหน้าหนาว แทนการใช้เชื้อเพลิงน้ำมันค่ะ และมีกิจกรรมอื่นๆให้ทำหลายอย่างมากค่ะ บางวันก็ให้ทำกระดาษสาเป็นลายคุมะมง, ย้อมผ้าโดยใช้สีจากวัสดุธรรมชาติมาย้อมผ้า ,ได้ลองแกะสลักหินด้วยค่ะ เราได้มีโอกาสไปโรงเรียนมัธยมใกล้ๆที่พักด้วยค่ะ พอดีมีผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ทางทะเลมาที่โรงเรียนมัธยม ให้น้องๆได้ทำกิจกรรม โดยให้น้องๆไปเก็บสัตว์ทะเล เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา มาให้ได้มากที่สุด และ นำมาศึกษา species ของสัตว์ทะเลค่ะ และเราได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์มินามาตะ ด้วยค่ะ ที่นี้เป็นการเล่าประวัติของการเกิดโรคมินามาตะ และวันสุดท้ายก่อนที่เราจะกลับไทย ก็มีการจัดกิจกรรมที่สวนสาธารณะที่ Kumamoto เราก็ได้ไปงาน Event ค่ะ โดยงานนี้จะมีเด็กๆประถม เข้ามาลองทำกระดาษสา และ ย้อมผ้าค่ะ มีกิจกรรมให้เด็กลองทำเองหลายอย่างเลยค่ะ เราได้ทำกิจกรรมเยอะมากๆค่ะ สนุกดีค่ะ

เราได้ประสบการณ์หลายอย่างเลยค่ะ จากการไปค่ายอาสาสมัครที่ต่างประเทศครั้งนี้ ได้มิตรภาพจากเพื่อนๆ ได้ลองทำกิจกรรมหลายๆอย่าง ได้ทำกิจกรรมกับคนในท้องถิ่น และมีความสุขที่ได้มีส่วนร่วมในค่ายอาสาสมัคร ถึงแม้จะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ สุดท้ายก็อยากจะขอบคุณเพื่อนๆอาสาสมัคร และคนในท้องถิ่น ทุกคนใจดีมากๆค่

——————————————————————————————————————————————————————–

คุณชาริน เข้าร่วมค่ายที่ประเทศญี่ปุ่น oda city จังหวัด Shimane ( 9-25 ก.ย. 2561 )

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้เราจะมารีวิวการไปออกค่ายอาสาที่ประเทศญุี่ปุ่น ซึ่งเมืองที่เราไปคือ oda city จังหวัด Shimane นั่นเอง  ระยะเวลาทั้งหมด 17 วัน ( 9-25 ก.ย. 2561 ) ดูเหมือนนานแต่จริงๆคือเวลาผ่านไปไวมากกกก เอาง่ายๆก็คือใช้ชีวิตแบบไม่รูุ้วันเดือนปีเลยจ้าาา แฮปปี้สุดไรสุด  ไปทำอะไร? มีกิจกรรมอะไรบ้าง?
งานหลักๆที่จะต้องทำส่วนมากจะเป็นเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่น ตัดไม้ทำลายป่า เห้ยไม่ใช่ 5555555 จริงๆงานมันหลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นตัดหญ้า ตัดต้นไม้ ทำความสะอาดแปลงวาซาบิ จัดอีเว้นคุยแลกเปลี่ยนภาษากับคนพื้นที่ ทำพรีเซนพรีประเทศตัวเอง ทำพิซซ่าให้เด็กอนุบาลกิน ช่วยชาวบ้านเตรียมงานเทศกาล ไปเยี่ยมโรงเรียนเด็กประถม เล่นกับเด็ก ขายไก่ทอด 55555555555 บอกแล้วเยอะจริงๆ ส่วนรายะเอียดในแต่ละวัน เราจะเขียนอธิบายใต้ภาพเอาเด้อออออ มันเยอะจริงจริ้งงงง เพื่อนในค่าย
– ส่วนแรกจะเป็นสมาชิกเวิร์คแคมป์หลักๆมีทั้งหมด 6 คน เป็นต่างชาติ 4 คน ( แม็กซิโก รัซเซีย ไทย ) ญี่ปุ่นอีก 2 คน
– ส่วนที่สองจะเป็นยุ่นซึ่งกลุ่มนี้จะสัญจรไปๆมาๆ เรียกได้ว่ามีรูมเมทใหม่ทุกวันเลยอ่ะ 5555555
-ส่วนที่สามจะเป็นสต๊าฟที่อยู่นี่นั่น 3 คน ซึ่งสามคนนี้จะเป็นคนคอยดูแลเราจ้าาาาา (ดูแลดีสุดๆ)
ที่พัก
เราพักที่ยูกิมิรู หรือส่วนกลางของชุมชนนั่นเอง ซึ่งที่นี่เค้าจะเอาไว้ทำกิจกรรมตังต่างของคนในชุมชน แต่จะบอกว่าไม่ไก่กาอาละเล่นจ้ะ มีครบทุกอย่าง ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องครัว เครื่องสักผ้า ห้องประชุม พร้อมเว่ออออ เอาเป็นว่าอยู่ดีกินดีนอนหลับสบายแถมยังฟรี wifi เริ่ดไปอี๊กกกกก

มาได้ยังไง , ค่าใช้จ่ายล่ะ , ใช้ภาษาอะไร ???
1. เราสมัครผ่านทางดาหลา ซึ่งดาหลาเนี้ยจะโคกับองกรค่ายอาสาในประเทศต่างๆ ซึ่งหมายความว่านอกจากประเทศญุี่ปุ่นแล้วยังมีประเทศอื่นๆอีกด้วย
2.ค่าใช้จ่ายที่เราต้องเสียก็จะมี ค่าโครงงาน,ค่าวีซ่า(ในกรณีเราที่อยู่เกิน14 วัน),ค่าประกันการเดินทาง,ค่าเดินทางตั๋วเครื่องบิน,รถบัส,รถไฟ,พ็อกเก็ตมันนี่ที่จะเตรียมไปใช้
3.ใช้ภาษาอังกฤษ แต่ถ้าได้ภาษาญี่ปุ่นชีวิตจะง่ายขึ้นเยอะ ยกตัวอย่างเราคือเป็นคนไม่รู้อะไรเกี่ยวกับภาษาญี่ปุ่นเลย แม้แต่คำว่าสวัสดียังงงเลยจ้า แต่หลักๆภาษาที่ใช้สื่อสารกันระหว่างเมมเบอร์จะเป็นอังกฤษค่ะ ไม่ต้องกังวลค่ะ

 

————————————————————————————————————————————————

ภาวิตา ยะสะนพ โครงการ INCOMING-PROGRAM of Internationale Jugendgemeinschaftsdienste (IJGD) เป็นโครงการระยะเวลา 2 เดือนตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2561 

ก่อนอื่นแนะนำตัวกันก่อนดีกว่า
สวัสดีค่ะ เราชื่อนางสาวภาวิตา ยะสะนพ ชื่อเล่น เบคก้า อายุ 19 ปี ตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายน ถึงวันที่ 22 สิงหาคม 2561 รวมๆแล้วก็ 60 วัน เรามีโอกาสได้ไปร่วมกิจกรรม กิจกรรมหนึ่งที่ประเทศเยอรมันนี เป็นโครงการที่มีชื่อว่า INCOMING-PROGRAM of Internationale Jugendgemeinschaftsdienste (IJGD) เป็นโครงการระยะเวลา 2 เดือน โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการให้ผู้เข้าร่วมได้มาฝึกเป็นผู้นำในค่ายอาสาสมัครนานาชาติ

ความเป็นมายังไงทำไมเราถึงได้ร่วมโครงการนี้?
เริ่มแรกเลยคือเราเคยมีโอกาสได้ช่วยและเป็นผู้เข้าร่วมค่ายต่างๆรวมทั้งค่ายอาสาสมัครนานาชาติของดาหลาด้วย หลังๆก็ได้มีโอกาสมาเป็นผู้ช่วยค่าย ทำไปเรื่อยๆเริ่มรู้สึกว่าสนุกดีและคงจะดีถ้าได้มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นเพราะเราได้ฝึกอะไรหลายๆอย่างทั้งภาษา การอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม การทำงานอาสา และอื่นๆ วันนึงก็ได้ยินเกี่ยวกับโครงการนี้ เลยมีความสนใจเพราะมันค่อยข้างตรงอยู่กับสิ่งที่กำลังทำอยู่เลยลองสมัครดู เอาจริงๆก็ยังไม่ค่อยมั่นใจในความสามารถและภาษาของตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ลองดูก็ไม่เสียหายเนอะ…ปรากฏว่าได้รับเลือก!!!

ตอนแรกพอได้เมลล์แล้วตื่นเต้นมากกกก พอตั้งสติได้ก็เริ่มดำเนินการจัดการเรื่องเอกสารต่างๆ เช่น ขอวีซ่า เตรียมนู่นนี่ ได้ประสบการณ์ใหม่ๆตั้งแต่เริ่มต้นเลยทั้งการขอวีซ่า การเตรียมเอกสารต่างๆ เพราะส่วนใหญ่ต้องทำเองแต่โชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือจากพี่ๆที่ดาหลาด้วย  ระยะเวลาสำหรับวีซ่าของเราประมาณ 2-3 วันก็ได้รับซองจดหมายจากสถานทูตแล้ว(เร็วเว่อร์)

ผ่านไปแป๊บเดียวก็ถึงกำหนดที่จะต้องเดินทางแล้ว ซึ่งก็คือวันที่ 20 มิถุนายน เป็นเที่ยวบินกลางคืนซึ่งใช้เวลาในการรอน๊านนาน ยิ่งรอคนเดียวอีก ตื่นเต้นมากกกก เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เดินทางไปต่างประเทศคนเดียวแล้วยังต้องไปใช้ชีวิตไกลถึงทวีปยุโรป 2 เดือนเต็มๆ ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล  แต่ก็พยายามทำให้ดีที่สุดและคิดว่ามันเป็นความท้าทายที่น่าสนใจ พอขึ้นเครื่องปุ๊ป…..หลับ เพราะเวลาก็ปาเข้าไปเกือบเที่ยงคืน ใช้เวลาบินประมาณ 10 ช.ม. แล้วต้องเปลี่ยนเครื่องที่ เวียนนา ประเทศ ออสเตรีย ประมาณ 1 ช.ม.ก็ถึงสนามบินเบอร์ลิน พอไปถึงที่นั่นไม่นานก็มีผู้ประสานงานจากทางองค์กรชื่อ Feri มารับ เค้าดูเป็นคนใจดีระหว่างทางก็คุยนู่นคุยนี่กันไป ตอนแรกๆก็ยังเกร็งๆ เพราะยังมึนๆแล้วก็กังวลกับภาษาของตัวเอง พอไปถึงที่พักก็พบว่ามีสมาชิก คนอื่นๆมาถึงก่อนหน้าเราแล้ว ในโครงการ Incoming-Program มีด้วยกันทั้งหมด 6 คนรวมทั้งเรา ซึ่งพวกเราทั้ง 6 คนจะอยู่ด้วยกัน 2 เดือนเต็มๆ

พอทุกคนมาถึงกันแล้วผู้ประสานงานก็เริ่มคุยเกี่ยวกับรายละเอียดและโปรแกรมของอาทิตย์แรก โดยอาทิตย์แรกคือตั้งแต่วันที่ 22-28 มิถุนายน เป็นการอบรมเกี่ยวกับการจัดการและออกแบบค่าย โดยมีชื่อว่า .”Training seminar for leading an international group” และในการอบรมที้ใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย มีสมาชิกผ็เข้าร่วมทั้งหมด 13 คน และ ผู้นำสัมนาอีก 3 คน ช่วงแรกๆก็ต้องใช้การปรับตัวหน่อยเพราะ มีคนเยอะและมาจากหลากหลายที่ ภาษาก็เข้าใจ แต่บางครั้งก็มีพวกหัวข้อและคำศัพท์ใหม่ๆ ที่เราไม่ค่อยได้เข้าถึงอันนี้ก็ต้องทำการบ้านหนักหน่อย อันไหนไม่เข้าใจจริงๆก็ถามหรือไม่ก็นั่งฟังเฉยๆไป  เนื้อหาหลักๆที่พูดถึงกันในหนึ่งสัปดาห์ เกี่ยวกับ

หัวข้อเรื่องจาก ijgd เช่น บทบาทของ ผู้นำในค่าย, เทคนิค, เงื่อนไข,โครงสร้างและจุดประสงค์ของ องค์กร (ijgd)
หัวข้อสากล เช่น วิธีการเรียนรู้ระหว่างวัฒนธรรมในค่าย, ทีมผู้นำที่มีความแตกต่าง, ทำค่ายสร้างหรือสู้กับอคติ, ความขัดแย้งด้านวัฒนธรรม, และบทบาทไหนของผู้นำที่ควรจะเป็นในสถานการณ์นั้นๆ

บรรยาการในหนึ่งสัปดาห์ไม่ได้มีแค่การพูดคุยแค่เกี่ยวกับเรื่องซีเรียสๆ แต่ยังมีกิจกรรมสันทนาการต่างๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในกลุ่ม และเป็นบางครั้งก็เป็นการนำเสนอหัวข้อที่จะมาสรุปกันในรูปแบบของเกมส์และบางครั้งยังมีการแยกเป็นกลุ่มย่อยเพื่อให้ไปคิดเกี่ยวกับกิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย และนำเสนอในกลุ่มใหญ่ ซึ่งรวมแล้วก็สนุกดี

พอเสร็จสัปดาห์แรกผู้เข้าร่วมคนอื่นๆก็แยกย้ายกันกลับ เหลือแค่พวกเรา 4 คนที่ยังอยู่ต่อ และหลังจากอบรมเสร็จผู้ประสานงานก็มาคุยกับพวกเราอีกครั้งเกี่ยวกับกิจกรรมติอไป นั่นก็คือ พวกเราจะต้องไปนำค่าย แต่ก่อนที่ค่ายจะเริ่มพวกเรามีวันหยุด 1 สัปดาห์ เพื่อนคนอื่นๆไปเที่ยวที่อื่นกัน เราเลยตัดสินใจนัดเจอกับอาสาสมัครเยอรมันที่เคยมาอยู่ไทย 2 คนซึ่งสมัครผ่านดาหลาเหมือนกัน

ในสัปดาห์นั้นเราได้เที่ยวและสำรวจในบางส่วนของเบอร์ลิน ได้เรียนรู้วัฒนธรรมบางอย่างของเยอรมันจากคนเยอรมัน ได้พูดคุยและทำกิจกรรมกับอาสาสมัครที่เคยรู้จักกันและไม่ได้เจอกันนาน ค่อนข้าง
เป็นวันหยุดที่สนุกดี

อาทิตย์ถัดมาถึงเวลาที่ค่ายแรกต้องเริ่ม แต่ไม่ใช่ค่ายของเราเป็นค่ายของเพื่อน 2 คน ใน 6 คนแต่ละค่ายจะมีผู้นำ 2 คน ค่ายนี้อยู่ที่เมือง Senftenberg เดินทางจากเบอร์ลินด้วยรถไฟ กิจกรรมในค่ายแบ่งออกเป็นด้านนอก และด้านใน ด้านนอกจะเป็นกิจกรรมพวกซ่อมแซมตกแต่งสถานที่และอุปกรณ์ ส่วนด้านในจะเป็นการช่วยเด็กๆที่มาที่นั่นซ้อมละครเวที และสิ่งที่เราทำก็คือกิจกรรมด้านนอก ทาสี, ขนของ และงานหนักๆ อื่นๆ แต่ก็สนุกดี555 เป็นอะไรที่เคยชินเหมือนค่ายในประเทศไทยเลย และทุกเย็นหลังจากเสร็จจากก
งานก็จะมีคลาสเรียนภาษาเยอรมัน วันละ 2 ช.ม. กับเจ้าของภาษาเองเลย แต่น่าเสียดายที่เรามีโอกาสได้อยู่ที่นั่นแค่อาทิตย์เดียว เพราะค่ายที่สองกำลังจะเริ่มและมันก็คือค่ายของเรานั่นเอง

ค่ายของเราอยู่อีกเมืองนึงที่มีชื่อ Potsdam ซึ่งเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อเกี่ยวกับสิ่งก่อสร้าง อาคาร ปราสาท ค่ายนี้เรามีบัดดี้อีกคน เป็นคนแม็กซิกัน อายุ 25 ปี วันแรกที่ไปภถึงที่พัก ก็รู้สึกกังวลนิดหน่อย เพราะเป็นค่ายแรกที่มาในฐานะผู้นำ แถมยังเป็นในต่างประเทศอีก ภาษาเยอรมันก็พูดไม่ได้ แต่ก็พยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุดตั้งแต่การเตรียม แผนกิจกรรมกับบัดดี้ จนถึงการต้อนรับอาสาสมัคร ค่ายของเราเริ่มตั้งแต่
วันที่ 14 กรกฎาคม ถึงวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งเป็นเวลาที่นานมาก นานกว่าค่ายในประเทศไทยอีก วันแรกสมาชิกค่ายก็ทยอยกันมา มีผู้ร่วมค่ายนี้ 12 คน ซึ่งสองวันแรกเป็นวันเสาร์ – อาทิตย์ เลยยังไม่มีการเริ่มทำงาน เราจึงมีกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆเพื่อให้สมาชิกได้ร็จักกัน และพูดคุยเกี่ยวรายละเอียดและตารางคร่าวๆของค่าย พอวันจันทร์ พวกเราก็ไปทำงานกันตามโปรแกรม สถานที่ทำงานเป็นสถานที่ท่องเที่ยวแห่งหนึ่งใน

Potsdam มีพระราชวังและพิพิธภัณฑ์ ด้านนอกเป็นสวน แล้วงานของพวกเราก็คือทำสวนที่นั่น วันแรกเริ่มทำงานตอน 9 โมงเช้า แต่วันถัดมาทางหัวหน้าโปรเจคขอเป็น 8 โมงครึ่งก็ยังพอรับได้ เลิกงานตอน
บ่ายโมง พอทำไปเรื่อยๆอากาศเริ่มร้อน ผู้ร่วมค่ายเริ่มบ่น คนที่ดูแลงานเลยบอกว่าสามารถเลื่อนเวลาให้เร็วขึ้นได้ถ้าไม่อยากร้อนคือเริ่มตั้งแต่ 6 โมง ครึ่ง แตอนแรกๆก็โอเค แต่พอต้องตื่นเช้าทุกวันทุกคนก็เริ่มล้าแต่ยังดีที่ทำงานแค่ครึ่งวัน ช่วงตอนบ่ายพวกเราก็มีเวลาได้พักผ่อน กิจกรรมหลักในค่ายเป็นแบบนี้ทุกๆวัน

วันหยุดก็พากันไปเที่ยว แต่สถานการณ์ในค่ายไม่ค่อยราบรื่น มีทั้งปัญหาต่างๆเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น พฤติกรรมผู้เข้าร่วมที่มีต่อกิจกรรมในค่ายและในงาน หรือแม้กระทั่งทีมผู้นำที่มีปัญหากัน แต่กว่าจะผ่านมันไปได้ ก็ใช้เวลาพอสมควร พอเข้าอาทิตย์ที่ 2 ทุกอย่างก็เริ่มโอเค จนอาทิตย์สุดท้ายของค่าย รู้สึกดีใจที่ค่ายจบได้ด้วยดี ถึงแม้จะมีปัญหาบ้างก็ตาม………

หลังจากจบค่ายของตัวเอง เราก็เดินทางมาค่ายสุดท้าย ซึ่งกลับเข้ามาอยู่ในเบอร์ลินอีกครั้ง ค่ายนี้กลับมาเป็นผู้เข้าร่วมอีกครั้ง กิจกรรมในค่ายนี้เป็นการทำกิจกรรมกับเด็กผู้ลี้ภัย เช่น งานประดิษฐ์, เล่นเกมส์, กีฬา เป็นต้น งานที่นี่ไม่ต้องตื่นเช้า แต่เริ่มงานตอนเที่ยงจนถึง 6 โมงเย็นงานก็ไม่หนักมาก แค่ต้องใช่ความอดทนกับเด็กนิดหน่อย เพราะน้องอายุน้อยๆทั้งนั้นเลย บางคนก็ซนบ้าง เราใช้เวลาในค่ายนี้ 2 สัปดาห์ เพราะค่ายเริ่มไปก่อนแล้ว สัปดาห์นึง แต่เรายังอยู่อีกค่าย ก็เลยต้องใช้เวลาปรับตัวทั้งกับงาน แล้วก็กับผู้ร่วมค่ายคนอื่นๆ จนค่ายดำเนินมาถึงอทิตย์สุดท้ายและจบลง พวกเราทั้ง 6 คนก็กลับไปที่พักเดิม และมีการนัดประชุมประเมินผลกับองค์กร มีการประเมินกิจกรรมตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา พูดถึงปัญหาและข้อเสนอแนะที่
เกี่ยวกับกิจกรรม กินข้าวพูดคุยกับผู้ประสานงาน และมีวันหยุดพักผ่อนจนถึงวันที่ 22 สิงหาคม ซึ่งก็คือวันกลับ เรากลับถึงประเทศไทยในวันที่ 23 สิงหาคม 2561

สิ่งที่เราได้จากการไปร่วมกิจกรรมครั้งนี้คือการ…
ฝึกเป็นเป็นผู้นำในค่าย การจัดการค่าย ไม่ว่าจะเป็นการจัดการบริหารกิจกรรมการเงิน หรือแม้กระทั่งปัญหาในค่ายเพราะเรารู้สึกว่าถึงแม้เราจะเคยเจอมาหลายๆค่ายในประเทศไทย แต่สถานการณ์บางอย่าง และ
คนในค่ายแตกต่างจากที่เราเคยเจอ การใช้ชีวิตในต่างประเทศด้วยตนเอง การอยู่ร่วมกันในสังคมที่แตกต่าง การแก้ไขปัญหาและผ่านอุปสรรคต่างๆด้วยตนเองไม่ว่าจะเจอปัญหาหนักขนาดไหน และอื่นๆอีกมากมาย ทุกอย่างที่เราได้ผ่านมาในสองเดือนนี้ มันทำให้เราได้ประสบการณ์เรียนเกี่ยวกับทักษะในการทำงาน และทักษะในการใช้ชีวิต มันทำให้เราแข็งแรงและโตขึ้นมาก เรารู้สึกภูมิใจที่สามารถทำมันได้

ขอบคุณพี่ๆ น้าๆ จากกดาหลาที่คอยช่วยเหลือและสนับสนุนเป็นอย่างดีและขอบคุณ IJGD ที่ให้โอกาสนี้กับเราได้ทำในสิ่งที่ท้าทาย และเป็นประสบการณ์ที่มีคุณค่ากับเรา

————————————————————————————————————————————————————-

 

ค่าย IWO-83 Forgotten Fortress, Seongnam-si, Gyeonggi-do, South Korea
ระหว่างวันที่ 3 สิงหาคม – 12 สิงหาคม 2561

สวัสดีค่ะชื่อเตยนะคะ ตอนนี้อายุ 19 ปี ได้มีโอกาสไปทำอาสาสมัครที่เกาหลีใต้มาช่วงปิดเทอมของมหาวิทยาลัย ตอนแรกค่อนข้างลังเลและไม่มั่นใจกับการไปทำอาสาสมัครที่ต่างประเทศมาก อาจเป็นเพราะคนไทยไปทำงานแบบนี้น้อยและเคยมีข่าวไม่ดีบ้างแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไป

การเตรียมตัวก่อนการเดินทางไม่มีอะไรมากนะคะ อาจจะมีลำบากตรงเรื่องเอกสารเล็กน้อย ก่อนเริ่มค่ายประมาณ 1 เดือนจะมีหัวหน้าค่ายติดต่อเรามาเพื่อขอทราบข้อมูลเราบางอย่าง หัวหน้าค่ายที่ดูแลอาสาสมัครในค่ายนี้น่ารักมากค่ะ เป็นกันเองมากๆและตอบคำถามเราดีมากๆด้วย

พอถึงวันที่ต้องเดินทางจริง เตยเดินทางคนเดียวเป็นการขึ้นเครื่องบินคนเดียวครั้งแรกแต่ก็ไม่ได้รู้สึกประหม่าอะไรมากค่ะ พอลงเครื่องที่เกาหลีเราก็ต้องนั่งรถบัสจากสนามบินเพื่อไปเจอกับหัวหน้าค่ายที่จุดนัดพบ ซึ่งการเดินทางไปก็ไม่ลำบากค่ะ ไม่ต้องเปลี่ยนรถเลยสะดวกมาก

วันแรกจะเป็นกิจกรรมแนะนำเพื่อนใหม่ 7 คนจาก 6 ประเทศ มีเวียดนาม (2 คน) อินโดนีเซีย รัสเซีย แม็กซิโก ฝรั่งเศสแล้วก็เราจากไทยแลนด์

นอกจากไปทำกิจกรรมกับเพื่อนๆอาสาสมัครจากทั่วโลกแล้วเราก็จะได้ทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนมัธยมปลายที่อยู่ในเมืองนั้นอีก 8 คนด้วยค่ะ ซึ่งน้องๆมัธยมปลายน่ารักมาก เป็นกันเองมากค่ะ แต่อาจจะมีปัญหาเรื่องการสื่อสารกันบ้างเพราะน้องบางคนพูดภาษาอังกฤษไม่เก่งเท่าไหร่ค่ะ

อาสาสมัครและน้องนักเรียนทุกคนต้องอยู่ด้วยกันที่หอพักของมหาวิทยาลัยใกล้ๆนะคะ หอพักดีมากค่ะ มีแอร์มีห้องน้ำในตัว หนึ่งห้องต่อสองคนค่ะ

ส่วนกิจกรรมในวันถัดๆมาก็จะเกี่ยวกับเรื่องของวัฒนธรรม ได้ไปเยี่ยมชมพระราชวังเก่าที่โซล ชมวิวแม่น้ำฮันยามค่ำคืน ได้ไปเดินเขาเยี่ยมชมพระราชวังที่ในสมัยนั้นกษัตริย์จะมาอาศัยในช่วงที่เกิดสงครามค่ะ ที่นั้นจะเป็นไฮไลท์ของค่ายนี้เลยนะคะ บรรยากาศของป้อมปราการเก่าท่ามกลางป่าสีเขียวมองลงมาสามารถเห็นเมืองทั้งเมืองได้เลยค่ะ แต่เราก็จะไม่ได้แค่ไปเดินเขาชมวิวธรรมดานะคะ เราจะมีแบ่งกลุ่มเป็น 2 กลุ่มถ่ายทำวีดีโอที่แสดงจุดแข็งและจุดอ่อนของป้อมปราการนี้เพื่อนำไปฉายในวันจบค่ายด้วยค่ะ

ในส่วนของ 5 วันแรกจะทำกิจกรรมกับนักเรียนม.ปลายและอีก 5 วันถัดมาจะทำกิจกรรมกับนักเรียนม.ต้นอีกประมาณ 40 คน กิจกรรมที่ทำร่วมกันจะเป็นเพื่อความบันเทิงมากกว่า เช่น ไปเล่นโบว์ลิ่ง ทำอาหารนานาชาติด้วยกัน ไปเที่ยวสวนสนุก Lotte World ด้วยกัน หรือออกนอกเมืองไปเรียนรู้ประวัติศาสตร์ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ค่ะ ซึ่งในส่วนของการทำกิจกรรมร่วมกับก็จะติดตรงเรื่องภาษาค่ะ เพราะว่านักเรียนส่วนมากใช้ภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็จะมีนักเรียนที่พูดได้ทำหน้าที่เป็นล่ามประจำแต่ละกลุ่มให้ค่ะ นักเรียนม.ต้นที่ทำกิจกรรมด้วยก็น่ารักดีค่ะแต่บางคนก็ซนไปหน่อย

โดยภาพรวมแล้วเรามีความสุขกับการไปทำงานอาสาสมัครในครั้งนี้มากๆเลค่ะ ร้องไห้ตอนแยกกับเพื่อนไปหลายรอบมาก ถึงแม้ว่าเราจะรู้จักกันไม่กี่วันแต่ก็สนิทกันมากค่ะ ทั้งเพื่อนอาสาสมัครด้วยกันและนักเรียนที่มาทำกิจกรรมด้วยกัน มันเป็นความสุขที่ไม่วุ่นวาย สุขใจ ได้เจอแต่คนดีๆกิจกรรมสนุกๆไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องทุกข์ใจเลยค่ะ เรารักเพื่อนอาสาสมัครทุกคน รักน้องม.ปลายที่ทำกิจกรรมด้วยกัน รักหัวหน้าค่ายทั้งสองคนมากๆเลย ทุกคนสัญญากันถ้ามีโอกาสต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งให้ได้นะ

สำหรับเรามันเป็น 10 วันที่มีความหมายมากเลยค่ะ เป็นการก้าวออกจาก comfort zone ที่ดีมากจริงๆ อยากบอกทุกคนที่สนใจมาทำอาสาสมัครในต่างประเทศนะคะว่าประสบการณ์แบบนี้ มิตรภาพดีๆแบบนี้หาได้ไม่ยากค่ะไม่ต้องลงทุนอะไรเยอะแยะมากมาย ขอแค่เรากล้าที่จะพบความเปลี่ยนแปลงในชีวิตและลองออกมาทำอะไรที่เราไม่เคยทำค่ะ สุดท้ายนี้อยากขอบคุณพี่หยองขอบคุณดาหลาขอบคุณหัวหน้าค่ายขอบคุณเพื่อนอาสาสมัครขอบคุณน้องนักเรียนและขอบคุณตัวเอง

 

 

————————————————————————————————————————————————————————–

Country/ Hosting Organization: Japan/ NICE
Workcamp Code: NICE-18-07261
Project Name: Hitachiomiya
Location: Hitachiomiya-city in Ibaraki-prefecture
Date: 26 Jul-6 Aug 2018
Theme: Cultural/ Agriculture/ Environmental

For english please scroll down

สวัสดีค่ะ ฉันชื่อ เกวลี อายุ 18 ปี ไปเป็นอาสาสมัคร ของค่าย Nice International Workcamp, Hitachiomiya 2018 ที่ประเทศญี่ปุ่น ตั้งแต่วันที่ 26 กรกฎาคมถึง 6 สิงหาคม 2561 ตัวเราเพิ่งเรียนจบ ม.6 จากการสอบ GED (วุฒิ ม.6ของอเมริกา) เมื่อปีที่แล้ว หลังจากที่เรียนจบ ม.6 เราออกเดินทางไปทั่วประเทศไทย เพื่อหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในหลากหลายฐานะหน้าที่ เช่น อาสาสมัคร ผู้นำค่าย ผู้ช่วยผู้นำค่าย ดังนั้นปีนี้ เราจึงหาโอกาสที่จะได้เดินทางไปต่างประเทศและพัฒนาตัวเองในด้านของการฝึกภาษาอังกฤษ การเปิดใจที่จะเรียนรู้ วัฒนธรรมและภาษาใหม่ๆ รวมถึง การทำงานร่วมกับคนอื่นด้วย
กิจกรรมหลักๆ ของค่ายนี้ คือการเตรียมสถานที่และของตกแต่ง สำหรับเทศกาลทานาบาตะ (เทศกาลดวงดาว) ฉันได้เรียนรู้มากมายจากกิจกรรมเหล่านี้ ในด้านของการทำงานร่วมกับผู้อื่น ที่แตกต่างทั้งด้านวัฒนธรรม ภาษาและอายุ ถึงแม้ว่าเราจะแตกต่าง แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะว่าอาสาสมัครและชาวบ้านทุกคนใจดี สุภาพและสนุกสนาน และถึงแม้ว่าชาวบ้านบางคนจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้แต่พวกเขาก็พยายามที่จะสื่อสารกับพวกเรา พวกเขาสอนวิธีการทำงาน และพวกเขาก็สอนฉันพูดภาษาญี่ปุ่นด้วย ทุกๆ คนที่นี่ มักจะยิ้มและหัวเราะอยู่เสมอ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ขยันทำงาน และตรงต่อเวลามาก การทำงานกับพวกเขาพัฒนาตัวฉัน ให้เป็นคนขยันทำงานและตรงต่อเวลามากขึ้น อีกกิจกรรมหนึ่งที่สร้างความทรงจำดีๆ ให้กับฉันก็คือการฝึกซ้อมการแสดงวาไดโกะ วาไดโกะ คือ การตีกลองแบบญี่ปุ่น แล้วพวกเราจะต้องแสดงวาไดโกะในวันงานด้วย สำหรับกิจกรรมนี้พวกเรามีเวลาฝึกซ้อมแค่ 4 ครั้งเท่านั้น ในตอนแรกฉันคิดว่ามันยากมาก แต่เมื่อพวกเราได้ลองฝึกซ้อมด้วยกันแล้ว คุณครูใจดีมาก และพวกเราก็สนุกสนานไปด้วยกัน พวกเรามีเวลาแค่ 4 ครั้งในการฝึกซ้อมแต่พวกเราก็ทำมันออกมาได้ดีในวันงานเทศกาล เพราะว่าพวกเรามีความสามัคคีและ ช่วยเหลือกันและกัน เมื่อตอนที่ฉันได้ไปฝึกตีกลอง ฉันได้พบกับหนูน้อยคนหนึ่ง ชื่อเคนโตะ และเขาจะขึ้นแสดงกับพวกเราด้วย หลังจากที่พวกเราซ้อมเสร็จจะมีเวลาพัก 15 นาที ในช่วงเวลานั้นฉันพยายามจะพูดและเล่นกับเขา ในตอนแรกเขาเขินอายมากแต่หลังจากนั้นเขามักจะมาเล่นกับฉันเป็นประจำ และพวกเราก็กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน วันสุดท้ายก่อนฉันกลับประเทศไทย เคนโตะ ให้รูปถ่ายของฉันกับเขาที่ถ่ายด้วยกันและเขาเขียนข้อความเป็นภาษาญี่ปุ่นให้ฉันด้วย สำหรับฉันนี่เป็นของขวัญที่ดีที่สุดจากญี่ปุ่นเลยก็ว่าได้
การมาเป็นอาสาสมัครของค่ายนี้ เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตของฉัน ในวันแรกที่มาถึงญี่ปุ่น การเดินทางคนเดียวเป็นเรื่องยาก แต่ไม่ว่าฉันจะต้องการความช่วยเหลือ หรือถามอะไร ทุกๆ คนก็พร้อมที่จะช่วยเหลือถึงแม้ว่าเขาจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ก็ตาม คนญี่ปุ่นเป็นคนใจดีมาก โดยเฉพาะทุกคนในค่ายนี้ ค่ายนี้ทำให้ฉันได้พบกับเพื่อนดีๆ หลายคน พวกเรามีช่วงเวลาที่ดีด้วยกัน ฉันมักจะมีความสุขและหัวเราะในตอนที่ได้ทำงานร่วมกับทุกๆคนในค่าย ถ้าฉันมีโอกาสฉันก็อยากจะไปประเทศญี่ปุ่นอีกครั้ง สุดท้ายนี้ขอบคุณสำหรับโอกาสในครั้งนี้และขอบคุณสำหรับทุกๆอย่าง

Hi my name is Kewalee. I am 18 years old. I was a volunteer of Nice International Workcamp, Hitachiomiya 2018 in Japan during July 26th to August 6th 2018. I just finished high school from GED test (High School of America) last year. After I finished high school, I traveled a lot in Thailand and visit many places to find new experiences through many positions such as a volunteer, workcamp leader, workcamp leader assistant. So this year I found an opportunity to travel abroad to improve myself, to improve my English skills, to be open-minded as a way to learn new cultures and languages, and to learn how to work with other people.
The main activities of this workcamp were preparing the place and making the decoration for nagakura tanabata Festival. These activities taught me a lot by working with other people who have different cultures, languages, and ages. Even if we are different but it is not a problem because every volunteer and local people are very kind, polite and fun. Even some of local people can’t speak In English but they tried to communicate with us, and also taught us how to work and they taught me to speak Japanese too. Everybody here always smiles and laughs. They work hard and are really on time. Working with them improved me a lot to be a person who works hard and be on time. Practicing and performing Wadaiko made a lot of good memories for me. Wadaiko is a Japanese drums performance and we had to perform Wadaiko on the day of the festival too. For this activity we had only 4 times to practice, at first I thought it was really hard but when we were practicing, teachers are very kind and we had a lot of fun together. We have only 4 times to practice but we did it very well on the day of Festival because we were harmonized and always helping each other. When I went to practice this drum, I met a little boy, his name is Kento and he was going to perform the show with us. After we had finished practicing, we would get 15 minutes to take a break. During that time I tried to talk and played with him. At first he was very shy. But after that he would come and play with me every break time and we become close friend. On the last day he gave me a picture that we took together and he wrote a message for me too, this is the best gift for me from Japan.
To be a volunteer of this camp is the best moment in my life. On the first day I arrived Japan, traveling alone was so hard. But when I asked or when I needed help, nobody ignores me. Even if they cannot speak in English, they tried to help me. Japanese people are very kind. Especially, people in this workcamp are very nice and kind. I don’t know how to explain how much I love this workcamp. Everything was very nice. I met many good friends here, we had a lot of good memories that we did together. I was always happy and laugh when I was working with everybody in this workcamp, volunteers, local people, and host. If I have a chance, I would like to go back to Japan again. This is really nice country, and this is a good choice for you to come to be a volunteer here. Finally thank you for this opportunity and everything.

———————————————————————————————————————————————————————

คุณแมท ค่ายที่รัสเซีย Orlenok camp in Kirov 3-8 Aug 2018 

จุดเริ่มต้นของการไปค่ายนี้ เพราะเราชอบไปเป็นอาสาสมัคร เคยไปค่ายอาสาสมัครในไทยมาหลายค่าย ทั้งสอนหนังสือ ทั้งใช้แรงงาน และเราชอบเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศคนเดียวมากๆ เลยอยากลองไปเป็นอาสาสมัครในต่างประเทศดู ก็เข้าไป search ใน google นี่ล่ะ มีหลายเว็บ เว็บภาษาอังกฤษนะจ้ะ สรุปเราเลือก camp จากเว็บนี้ https://www.workcamps.info/icamps/ เพราะมีให้เลือกเยอะ และมี period ที่พอจะเคลียร์งานได้ หวยก็มาออกที่รัสเซีย เพราะยังไม่เคยไปมาก่อน มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ และ culture น่าจะต่างจากเรามากๆ ก็เลยสมัครไปค่ายใน Kirov ที่รัสเซีย เป็นค่ายแนว adventure นอนเต้นท์ การสมัครเราส่งใบสมัครเองไม่ได้ ต้องส่งให้ partner ในไทยก็คือ Dalaa มีการสัมภาษณ์กับผู้ประสานงานค่ายผ่าน skype ประมาณชั่วโมงกว่าๆ มีค่าใช้จ่าย 3,000 บาท แล้วเราก็ซื้อตั๋วเครื่องบิน รถไฟเสร็จสรรพ ก่อนเริ่มค่าย 1 เดือน ค่ายที่สมัครไว้ก็ cancel จ้า งานงอก จ่ายเงินไปหมดแล้ว ทางนู้นเค้าก็เลยเสนอค่ายใหม่ใน region เดิม เป็นค่าย summer camp ที่ใหญ่ที่สุดของเด็กที่นี่ มีใน wikipedia ด้วยนะ แต่ volunteer คนอื่นยกเลิก ก็เลยมีแค่เรากับเพื่อนจากเม็กซิโกอีกคนเท่านั้น และไม่มีรายละเอียดค่ายอะไรให้เลยซักอย่าง ผู้ประสานงานก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ด้วยความเชื่อมั่นในองค์กรประเทศเค้า ค่ายนี้จัดโดยรัฐบาล ก็เลยตัดสินใจเดินหน้าต่อ

พอไปถึงสนามบิน Moscow ก็รีบไปต่อ night train ไป Kirov ทันที Jane ผู้ประสานงานก็มารับที่สถานีรถไฟ Kirov และพาเราไปพักที่บ้านนาง เราได้เรียนวิธีทำแพนเค้กแบบรัสเซียเรียกว่า Blin ด้วย และเจนก็พาทัวร์เมือง Kirov ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆที่มีต้นไม้ มีสวนสาธารณะเยอะมากๆ ตอนเย็นเราก็ไปเข้าค่ายกัน สิ่งแรกที่ได้เรียนในค่ายก็คือ การปูที่นอน ทำไมผ้าคลุมเตียงมันยาวไม่พอพับเข้าไปใต้เตียงนะ เจนบอกเค้าใช้อย่างนี้ อ่อหรอออ ส่วนผ้าห่มก็จะเป็นแบบต้องสอดไส้เข้าไปเหมือนตามโรงแรม ดีนะที่เรียนมาก่อน วันหลังๆที่นอนในรถไฟต้องปูเองนะจ๊ะ

Day 1: วันแห่งการ observe วันนี้เป็นวันแรกในค่าย เรายังไม่มีหน้าที่อะไร ก็เลยไปสำรวจค่าย observe ว่าเด็กๆทำอะไรกันบ้าง ในค่ายเด็กๆจะแบ่งกลุ่มกันตามอายุ จะมีมิชชั่นให้เด็กๆทำร่วมกันเพื่อเก็บแต้มตลอด 3 วีค เริ่มตั้งแต่ตื่นนอน 8 โมง น้องๆต้องเก็บที่นอน ทำความสะอาดบ้าน จะมีคนไปให้คะแนนความสะอาดบ้านทุกวัน บ้านที่เราอยู่ได้คะแนนเต็ม 5 ทุกวันเลย จากนั้นไปออกกำลังกาย และ Breakfast ซึ่งเราก็จะได้กินทีหลัง เพราะโต๊ะไม่พอ จากนั้นจะเป็น free time เด็กๆก็มักจะไปว่ายน้ำ เล่นบาส เตะบอล ซ้อมเต้น จน lunch เค้าจะกินตอนบ่ายโมง ละก็จะเป็น silent hour คือนอนกลางวัน บ่าย 2 ถึง 4 โมง เราก็ได้นอนด้วย อิอิ จากนั้นก็ snack time

และจะมี free time เล็กน้อยก่อน 5 โมง เราก็เลยไปขอแจมเล่นนินจาเกมส์กับเด็กๆ มันเป็นเกมส์ล้อมวงกลมแล้วเราต้องแบฝ่ามือออกมา และต้องตีฝ่ามือเพื่อนข้างๆให้ได้ในครั้งเดียว เพื่อนก็จะยกมือหนีได้ครั้งเดียวเหมือนกัน ก็สนุกดี จากนั้นจะมีกิจกรรม 5 โมง – 1 ทุ่ม ที่ club วันแรกเป็นการประกวดเต้นของแต่ละกลุ่ม จากนั้น Dinner ตอน 1 ทุ่ม แล้วก็ free time จะมี disco เริ่มตอน 2 ทุ่ม ถึง 5 ทุ่ม ทุกวัน

Day 2: วันนี้เป็นวันแรกที่เราได้จัด Thai culture workshop ให้เด็ก เริ่มจากกลุ่มเด็กโต 3 กลุ่ม ใช้เวลากลุ่มละ 1 ชั่วโมง เราก็สอนสวัสดี ขอบคุณ ขอโทษ โชว์รูปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ งานเทศกาลสงกรานต์ เทศกาลลอยกระทง สอนพับกระทง และรำไทย มีให้ชิมอาหารไทย เด็กมากกว่า 80% เป็นเด็กกำพร้าและไม่รู้จักเมืองไทยมาก่อน จาก 300 กว่าคนมีคนเคยไปเมืองไทยคนเดียว เด็กๆตื่นเต้น สนใจกันมากๆ เวลาถามคำถาม หรือขออาสาสมัครหน้าชั้น เด็กๆแย่งกันตอบ แย่งกันยกมือ ซึ่งต่างจากเด็กไทยมาก จัด workshop สนุกมาก เวลาน้องได้ชิมอาหารไทย ตลกสุดๆ หน้าดำหน้าแดงกันหมด หลังจบคลาสเด็กๆอยากไปเมืองไทยกันหมดเลย ทุกครั้งที่เจอเราเค้าจะยกมือไหว้ สวัสดีตลอด

ตอนเย็นวันนี้มีการประกวด mister คืองานประกวดเด็กผู้ชาย เหมือนนางงามนั่นแหละ มีการแนะนำตัว ประกวดชุด แสดงความสามารถพิเศษ ส่วนใหญ่จะเต้น มีคนนึง beatbox มีน้องคนนึงเคยเรียนมวยไทยมาก่อน โชว์มวยไทยด้วยนะ พี่ปลื้มเลย ที่แปลกหน่อยตรงที่ไม่มีการถามคำถามนางงาม แต่จะให้น้องยืนขาเดียวและบอกคำที่เป็นคำชมให้มากที่สุด

พอตกดึกมี horror game คือ Rally เก็บ RC ตอนกลางคืน คือมี theme แนว horror จะมีคำใบ้มาให้ น้องๆต้องไปหา RC ต่อในสถานที่ต่างๆในค่ายตามคำใบ้ และประกอบเป็นคำ เล่นกันตอน 4 ทุ่มครึ่งยันตี 3 จะมีสตาฟแต่งเป็นผีมาหลอกตามจุดต่างๆ เสียงกรี๊ดดังตลอดทั้งคืน สนุกแบบหลอนๆ

Day 3: วันนี้เป็นการจัด workshop ของเพื่อนเราจากเม็กซิโก เราก็เลยมีหน้าที่เป็นตากล้อง ตอนเย็นมีการแสดง bubble ให้น้องๆ ดีใจได้ดูฟรี เมืองไทยค่าตั๋วแพงนะเนี่ย ระหว่าง free time เราก็ไปแจมเด็กๆเล่นเกมส์โยนลูกบอลน้ำ มันคือถุงพลาสติกธรรมดา ใส่น้ำมัดให้แน่นเป็นลูกบอล ละโยนให้เพื่อนคนข้างๆ ถ้ารับไม่ดีหรือโดนเพื่อนปาแรงๆบอลจะแตก ตัวเราก็จะเปียก

ตกดึกก็มีปาร์ตี้ปิ้งขนมปังรอบกองไฟ น้องๆปิ้งเสร็จแล้วเอามาให้เราเยอะมาก ปลื้มม มีการร้องเพลงรอบกองไฟ ชอบมากคิดถึงเข้าค่ายลูกเสือสมัยเด็กๆ

Day 4: วันนี้ก็ได้จัด workshop อีกครั้ง คราวนี้กลุ่มเด็กเล็ก 5 กลุ่ม กลุ่มละ 30 นาที บางอย่างน้องอาจจะไม่เข้าใจ ก็เลยต้องรวบรัด เน้นโชว์รูป เด็กๆตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด โดยเฉพาะกลุ่มเด็กอายุน้อยที่สุด ร้องโอ้โห ว้าว ตลอด 30 นาที จบคลาสแล้วน้องๆเข้ามากอดเรากลมเลย ดีใจน้ำตาจะไหล

วันนี้ตอนเย็นมีกิจกรรม คุณทำอะไรดีๆให้คนอื่นบ้างใน camp เด็กบางคนช่วยเก็บจาน เช็ดโต๊ะในโรงอาหาร เด็กบางคนช่วยเพื่อนหวีผม เก็บขยะในค่าย ทำความสะอาดบ้านที่พัก

คืนนี้มีงาน fancy เราก็เพิ่งรู้ ไม่ได้เตรียมชุดมา นี่ก็เลยใส่ผ้าถุงไปเลยจ้ะ เด็กส่วนใหญ่จะแต่งหน้าเป็นผี แล้วก็ไปแดนซ์ในดิสโก้

Day 5: วันนี้ก็เป็นตากล้องอีก 1 วัน ส่วนตอนเย็นมีกิจกรรมอำลา มอบ cer ให้กับ staff ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กมหาลัย หรือเพิ่งเรียนจบ high school เตรียมเข้ามหาลัย จะมีการแตะมือกันทุกคน บรรยากาศเศร้ามาก เพราะน้องๆใช้เวลาด้วยกันมา 3 วีค พรุ่งนี้ต้องจากกันแล้ว ร้องไห้กันใหญ่เลย แล้วก็มีการฉายวีดีโอส่งข้อความจาก staff ให้เด็กๆ เราก็ได้พูดกับเค้าด้วย พูดยาวไปหน่อย เค้าเลยต้องแยก section ของเราโดยเฉพาะ 55

ตอนดึกๆมีก่อรอบกองไฟกองใหญ่ ทุกคนในค่ายมารวมตัวกัน ตอนแรกก็นึกว่าจะมีแสดงรอบกองไฟแบบบ้านเราหรอ แต่ป่าว น้องคนนึงจับมือเราจูงแล้วเดินไปรอบกองไฟ เราก็งงๆว่าเดินวนทำไมตั้งหลายรอบ ซักพักก็พาไปคล้องตัวเพื่อนอีกคนเป็น 3 คน ยืนไม่ถึง 5 วิ ก็มีเด็กอีก 2 คนมาคล้องคอเราไปอยู่กลุ่มใหม่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ทำให้ได้พูดคุยกับเด็กๆหลายๆคน บางทียังไม่ทันได้คุยก็โดนย้ายกลุ่มแล้ว เป็นกิจกรรมที่น่ารักดี เล่นไป 1 ชั่วโมงเหมือนได้คุยกับคนเกือบทั้งค่าย

พอเที่ยงคืน ก็เป็นช่วงเปิดใจ เราก็ได้ไปจอยกลุ่มเด็กที่อายุมากที่สุด น้องๆในกลุ่มเค้าจะคุยกัน แน่นอนว่าเราฟังเค้าไม่รู้เรื่องหรอก ทุกคนคุยภาษารัสเซีย จะให้เจนแปลทุกประโยคก็ไม่ไหว แต่มีเด็กหลายๆคน ขอบคุณเราด้วย ซึ้งใจมาก เราก็ได้พูดขอบคุณเด็กๆ แอบน้ำตาไหลตามไปด้วย

Day 6: วันแห่งการจากลา วันนี้น้องๆเก็บของเตรียมตัวกลับบ้านกันแต่เช้า เราก็ได้มีโอกาสให้ของขวัญกับน้องๆและสตาฟ เรามีรูปที่ใช้ใน workshop ก็เลยเกิดปิ๊งไอเดีย เขียนขอบคุณ 3 ภาษา ให้เป็นโปสการ์ดของที่ระลึก ดีใจที่ทุกคนชอบ ตอนเราเดินไปขึ้นรถกลับ น้องๆเดินตามมาส่ง จับมือตลอดทางเลย น่ารักมากก

สรุปการมาค่ายครั้งนี้แม้ว่าตอนแรกจะติดขัดหลายๆอย่างจนนึกว่าจะไม่ได้ไปแล้ว พอไปถึงสภาพห้องน้ำก็ช็อค เพราะห้องน้ำ และห้องอาบน้ำ ไม่มีประตู เรื่องกลิ่นนี่ไม่ต้องพูดถึง ต้องทายาดมก่อนเข้าและกลั้นหายใจทุกครั้ง จนนึกว่าจะไม่รอดแล้ว แต่เด็กๆน่ารักมากให้การต้อนรับเราดีมาก ด้วยความที่เป็นต่างชาติกลุ่มแรกในค่าย และเด็กส่วนใหญ่เป็นเด็กกำพร้าในต่างจังหวัด เลยมีโอกาสเจอต่างชาติน้อยมาก เราน่าจะเป็นเอเชียคนแรกที่น้องเคยเจอเลยแหละ มาเข้าค่ายนี้รู้สึกเป็นเซเลป น้องๆเรียกชื่อเรา ทักทายทุกครั้งที่เจอ ขอถ่ายรูปด้วยตลอด พอเราไปเล่นเกมส์กับน้อง น้องดีใจมาก จากกลุ่มเล็กๆก็กลายเป็นกลุ่มใหญ่มาก มาเคาะประตูให้ไปเล่นด้วยทุกวัน พอจะกินข้าว น้องๆก็มาพูด приятного аппетита แปลว่า enjoy your meal ทุกมื้อ ถึงแม้น้องๆจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย เวลาเจนไม่อยู่ก็เลย lost in tranlsation แต่น้องๆน่ารักมาก พยายามใช้ google translate คุยกับเรา รู้เรื่องด้วยนะ staff ทุกคนน่ารักมาก โดยเฉพาะ chef พอรู้ว่าเราชอบ spicy food ก็ทำเมนูพิเศษให้เราด้วย ขอไก่เพิ่มได้ด้วย ขอบคุณทุกคนในค่ายทั้งเด็กๆ staff คนขับรถ เพื่อนเจนที่ให้เรานอนที่บ้านฟรี โดยเฉพาะเจน นอกจากเป็นล่าม ยังพาเราไปเที่ยว ไปช้อป และทุกคนไม่ได้เงินเลยแม้แต่บาทเดียว ซึ้งใจในความสมัครใจเพื่อเด็กๆ

 

 

——————————————————————————————————————————————————————-

สุวรรณา เปี่ยมปิยชาติ เข้าร่วมค่ายเกษตรและสิ่งแวดล้อม Maki Farm (เมือง Otari, Nagano) ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างวันที่ 17-28 มิถุนายน 2558

กี่คำอธิบายก็ไม่เท่าตาเห็น

‘เป็นงานเกษตร ทำไรทำนา’ งานหนัก ช่วงเวลาทำกิจกรรมยาว (5:30 น. – 18:00 น.) วันแรกต้องเดินเท้าเข้าไป 4 กม. จึงจะถึงพื้นที่ที่ทำกิจกรรม แต่วิวสวย หมู่บ้านนี้เคยเป็นพื้นที่ร้างถูกทอดทิ้งมา 30 ปี คนที่นี่เขาอาบน้ำกันวันเว้นวัน ในการเตรียมตัว เค้าแนะนำว่าต้องเอาไฟฉายไปด้วย เพราะข้างนอกมืดมาก ไม่มีไฟ (สงสัยส้วมอยู่ข้างนอก) ช่วงเวลานี้ของปีอากาศเริ่มร้อนแล้ว แมลงชุม อย่าลืมเอาสเปรย์ฉีดกันยุงไป ในการเดินทางไปเมืองนี้ ห้ามพลาดรถเที่ยวนี้ ขบวนนี้เด็ดขาด รถมีวันละเที่ยวเท่านั้น หากพลาด ทุกอย่างจะยุ่งยากไปหมด ที่สำคัญกรุณาเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะเราจะต้องเดินข้ามเขาเข้าไปที่ฟาร์ม ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. บางช่วงชันมาก ให้เอาของไปเท่าที่จำเป็น

นี่คือข้อมูลที่ค่อย ๆ ได้รับก่อนถึงวันเดินทาง พอใกล้ถึงวันเดินทางจริง จึงเริ่มคิดหนัก เราหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่านะ อยู่ดีไม่ว่าดี

แต่เมื่อตัดสินใจว่าจะไปก็ต้องไปให้ได้ จากนั้นก็เตรียมการทุกอย่าง ลองซ้อมแบกเป้เดินไปมาได้ 3-4 กม. น่าจะไหวนะ เป้อย่างดีช่วยผ่อนแรงได้เยอะ เอาของใช้เท่าที่จำเป็น เสื้อผ้า 2-3 ชุดพอ ขนม อาหารแห้งงดหมด ของใช้ส่วนตัวแบ่งใส่ขวดขนาดจิ๋ว หาซื้อสเปรย์ฉีดกันยุงแบบไม่ใช้สารเคมี ฯลฯ

แม้ว่าก่อนไปจะได้รับข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายต่างประเทศที่อื่น ๆ จากน้อง ๆ ที่มีประสบการณ์มาก่อน แต่พอไปถึงสถานที่จริง ที่นี่กลับไม่เหมือนค่ายอื่น ๆ ที่น้อง ๆ เล่ามา ลักษณะกิจกรรมของที่นี่คือ การไปช่วยทำงานที่เป็นงานประจำ ไปเพื่อช่วยผ่อนแรงให้กับทีมงานของ Host ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 คน มีหลากหลายอายุ บางคนเป็นคนเมืองที่ต้องการชีวิตเรียบง่าย บางคนแก่ชรา เจ็บป่วย บางคนก็มีความบกพร่องทางสมอง แต่ทุกคนก็ทำงานร่วมกันอย่างหนัก แข่งกับเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดในช่วงฤดูเพาะปลูก และดูจะเอื้ออาทรกันดี

Maki Farm เป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ที่สมาชิกช่วยกันทำเพื่อเลี้ยงตนเอง มีผลผลิตเหลือไว้ขายเพียงเล็กน้อย อยู่ในหุบเขาทางภาคตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900 เมตร การเดินทางเข้าไปในฟาร์มจะใช้การเดินเท้าเลาะภูเขาสูง 2 ลูก ฝีมือใหม่ ๆ อย่างพวกเราจะใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งจึงจะถึง   ร่างกายต้องแข็งแรงพอที่จะแบกสัมภาระขึ้นไปเอง แต่ไม่ต้องตกใจไป ถ้าเราไม่ไหวจริง ๆ ทุกคนก็พร้อมจะหยุดพักเพื่อให้เราสามารถเดินต่อไปพร้อมกันได้ (เขาไม่ปล่อยให้เดินเดี่ยวเพราะมีทั้งหมีและหมาป่ามาคอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ)

เมื่อไปถึงฟาร์ม ก็จะไปเที่ยวเล่นที่ไหนไม่ได้อีก เพราะบนนั้นไม่มีใครหรืออะไรเลย นอกจากที่พัก ไร่นา แปลงผัก แพะ 3 ตัว ไก่ 1 เล้า และเพื่อนร่วมงานรวม 20-24 ชีวิต    ทุกวันเราจะกินข้าวพร้อมกัน ทำงานร่วมกัน พวกเราจะเป็นผู้ช่วยในแต่ละงานซึ่งมีผู้นำหลักเป็น Host งานที่ทำในแต่ละช่วงเวลาก็แตกต่างกันออกไป แต่ก็จะคล้าย ๆ กันทุกวัน

ตารางงานคร่าว ๆ คือ

5:45-7:00 งานช่วงเช้าก่อนอาหารเช้า ให้อาหารและรีดนมแพะ ให้อาหารไก่ เขี่ยขี้ไก่ ถางหญ้า เก็บผัก ทำความสะอาดที่พัก เป็นลูกมือในครัวเตรียมอาหารสำหรับ 20 คน

8:45-12:00 (มีพัก 30 นาที) งาน outdoor คืองานลงแปลงนา กำจัดแมลงและวัชพืช ใช้มือล้วน ๆ ช่วยกันลงแขกทีละแปลง ถ้าฝนตกหนัก ๆ ก็จะเปลี่ยนเป็นงาน indoor เช่น เลาะเมล็ดข้าวโพด คัดแยกถั่วแดงญี่ปุ่นสำหรับบรรจุถุงขาย หั่นฟาง ตัดใบชา ผ่าฟืน ฯลฯ

13:45-18:00 (มีพัก 30 นาที) มักเป็นงานในแปลงผัก มีพวกถั่ว แครอท ข้าวโพด หอมใหญ่ เป็นงานเพาะกล้า เพาะเมล็ด ถางหญ้า พรวนดิน กำจัดวัชพืชซึ่งเยอะมากเพราะไม่ใช้สารเคมีเลย ซ่อมแซมเครื่องมือ บางครั้งจะมีงานเร่งด่วนแทรกเข้ามา เช่น ซ่อมสะพานชำรุด ขุดลอกถังเก็บน้ำ ขนย้ายเครื่องจักรเครื่องมือ

19:00 ประชุมสรุปงาน และแบ่งงานสำหรับวันต่อไป และหยุดงานในวันอาทิตย์หลังอาหารเช้า

งานครัว โดยเฉลี่ยพวกเราชาวค่าย 9 คน (ต่างชาติ 5 ญี่ปุ่น 4 ) จะได้เข้าครัวเป็นลูกมือเกือบทุกวัน เพราะในแต่ละมื้อจะต้องมีผู้ช่วย ล้างหั่นผัก ก่อฟืนหุงข้าว ต้มน้ำ จัดถ้วยชาม แบ่งอาหาร และเก็บล้างจานชาม อย่างน้อย 2 คน และใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะเรากินอาหารหนักกันทุกมื้อเนื่องจากต้องใช้แรงงานอย่างมากแต่ละวัน อาหารหลัก ๆ จะเป็นข้าว กับซุปประจำวันและผัดผัก มีพิเศษบ้างก็คือ ข้าวแกงกระหรี่ ราเมน โซบะ ขนมปัง ระหว่างวันจะมีขนมกับน้ำชาในช่วงเวลาพัก 2 ครั้ง

การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างชาวค่ายไม่ค่อยจะมี เนื่องจากในแต่ละวันเลิกงาน กินข้าวเสร็จจะต้องคุยสรุปงานและแบ่งงานกัน กว่าจะเสร็จก็ทุ่มกว่า และด้วยวัยของพวกเราแตกต่างกันค่อยข้างมาก (16-61 ปี) จึงไม่ค่อยได้อยู่เป็นกลุ่มก้อน ต่างคนต่างจับกลุ่มคุยกันเองตามความถนัด แต่เมื่อถึงเวลางานพวกเราก็ทำงานร่วมกันได้อย่างสนุกสนาน และลืมความเหนื่อยยากไปเลย เพราะบรรยากาศของที่นี่น่าทำงานมาก อากาศสดชื่น Host ทำงานหนักกว่าเราเยอะ เป็นต้นแบบที่ดี การกินอยู่อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญตลอดระยะเวลา 12 วัน เราได้อยู่ในที่ที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาและป่าไม้ บางวันฟ้าเปิดก็จะเห็นยอดเขาที่มีหิมะปกคลุม ได้กินพืชผักปลอดสารล้วนๆ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ อาบน้ำอุ่นจากพลังงานแสงอาทิตย์ ดื่มน้ำสะอาดจากลำธาร และมีชาเขียวดื่มในทุกมื้ออาหาร ทำงานท่ามกลางหุบเขาเขียวขจี และท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยดอกไม้  แล้วแบบนี้จะไม่เรียกว่าสวรรค์บนดินได้อย่างไร ถ้าอยู่ที่นี่ได้นานอีกหน่อย เผลอ ๆ อาจไม่อยากบ้านก็ได้นะ

ถ้ามีโอกาสจะขอกลับไปอีกครั้งค่ะ

——————————————————————————————————————————————————————–

ปุณยวีร์ นิธิโอฬารพงศ์ เข้าร่วมค่าย ทำสวนปรับปรุงทัศนียภาพ เมืองโคลเท่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ระหว่างวันที 19 เม.ย.- 1 พ.ค. 2558

ชื่อ ปุณยวีร์ นิธิโอฬารพงศ์ อายุ 36 ปี ทำงาน บริษัทเอกชน สนใจเข้าร่วมโครงการเพราะ ในเวลาว่างก็เป็นคนทำกิจกรรมอาสาใน ประเทศไทยอยู่แล้วจึงอยากออกไปเรียนรู้กิจกรรมอาสาในต่างประเทศและมีความสนใจด้านการปลูกต้นไม้ เกษตรกรรม พอดีทางดาหลาเปิดรับอาสาสมัคร และมีที่น่าสนใจอยู่หลายประเทศ ส่วนที่เลือกมาอันนี้เพราะเป็นค่ายที่เกี่ยวกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม เวลาก็พอเหมาะ ที่จะลางานมาได้ เลยสมัคร และได้รับการตอบรับให้เข้าร่วมโครงการ

การเตรียมตัวก่อนมา เราพอรู้แค่ว่าให้เตรียมถุงนอน เตรียมถุงมือ เตรียมรองเท้าที่ดีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ จุดนัดพบที่สนามบินและเวลาอะไรแค่นั้น ก็ตื่นเต้นว่าจะได้ทำอะไรบ้าง พอมาเริ่มงานก็ได้ปฏิบัติจริงตามที่ตั้งใจไว้คือ เตรียมดินปลูกต้นไม้ทำสวน ถางหญ้า จุดที่ทำเป็นพื้นที่ว่างสี่เหลี่ยมเอามาทำเป็นส่วนที่ให้ผู้คนสามารถมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ให้เด็ก ๆ มีที่วิ่งเล่นที่ปลอดภัย มีการทำกระโจม แบบแอฟริกา มีการปลูกต้นไม้ดอกไม้ ให้ผู้คนได้ชื่นชม เราต้องทำให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ วันแรกขุดดิน เมื่อยตัวมาก วันที่สอง ที่สาม จะเริ่มคุ้นชิน และปรับตัว มีการสลับงานหนักเบา เค้าเป็นห่วงสุขภาพของเรามาก ถ้าป่วยก็ให้หยุดได้ แต่เราจะไม่ฝืนตัวเอง ถ้าเราเหนื่อยก็นั่งพักได้ การทำงานจะให้เกียรติและอิสระ แต่เราก็ต้องพยายามทำเต็มที่ ไม่อู้งานนะคะ อยากให้งานออกเพื่อชุมชนด้วยค่ะ ที่ค่ายที่เราอยู่ เค้ามีคอมพิวเตอร์และ Wi-Fi ฟรี ให้เราใช้ติดต่อทางบ้านได้ค่ะ เวลาทำงานเสร็จก็มาเล่นกัน เรื่องอาหารการกิน จะผลัดกันรับผิดชอบ เช้า กลางวัน เย็น ทีมละ 2 คน เค้าจะให้เงินไปซื้อวัตถุดิบ และให้คิดเมนูอาหาร บอกกับผู้นำค่าย โดยมากจะเป็นอาหารของชาตินั้นๆ ค่ะ เราก็จะได้ทานอาหารที่เราไม่รู้จักคุ้นเคย หรือไม่อร่อยเลยสำหรับเรา เราก็ต้องปรับตัวค่ะ ล้างจานเอง ช่วยกันล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดห้องครัว ห้องนอน ผลัดกันทำเวรค่ะ ไปเรื่อยๆ แล้วสองสัปดาห์ก็จะผ่านไป วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ไม่ต้องทำงาน เราก็ไปเที่ยวกัน น้ำตก ภูเขา เราก็ต้องออกค่าใช่จ่ายตรงนี้เอง เช่น ค่าเรือเฟอรี่ ค่าขึ้นกระเช้า แต่ค่าอาหาร เราเตรียมไปจากครัวกลางของเราค่ะ ไปกับผู้นำค่ายที่เป็นคนออสเตรีย แต่มาเรียนที่สวิสค่ะ คืนสุดท้าย มีการเลี้ยงขอบคุณกัน เป็นบาบีคิว อาหารจัดเต็ม มีไวน์ ฉลองคืนสุดท้ายอย่างเต็มที่ พวกเราถ่ายรูปหมู่กับสวนที่เราทำเป็นที่ระลึก พวกเราทั้ง 12 คน มีไทย 1 เกาหลี 2 สเปน 1 อังกฤษ 1 รัสเซีย 1 เซอร์เบีย 1 จอร์แดน 1 สวิส 2 ฟินแลนด์ 1 และซีเรีย 1 คน สมาชิกในกลุ่มรักกันมากและยังมีกรุ๊ปไลน์ไว้คุยเล่นกัน เวลาต่างคนต่างแยกย้ายกันไปแล้ว

สรุปคือ เรามีความสุข เพราะเราได้ทำในสิ่งที่เราสนใจ เวลาเราทำมันด้วยความรัก เราจะปรับตัวกับมันได้ แม้มันจะยากลำบากแค่ไหน เพราะเราอยากเห็นงานที่เราทำสำเร็จออกมาเพื่อชุมชน งานอาสานั้น ในไทยหรือต่างประเทศไม่ต่างกันค่ะ จิตวิญญาณในการช่วยเหลือเหมือนกัน แต่ที่ต่างประเทศเราจะได้ใช้ภาษา และเรียนรู้วัฒนธรรม เปิดโลกของเราให้กว้างไกลขึ้นค่ะ

——————————————————————————————————————————————————————–

รนิดา พูลเพิ่ม เข้าร่วมค่าย 4 ค่าย ในประเทศออสเตรีย เชก และฮังการี

ระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2557

ค่ายแรกที่ออสเตรีย ได้ทาสีตึกค่ะเพื่อเตรียมงาน Refugee festival งานไม่มีอะไรมากแต่ได้เรียนรู้  issue ที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้และกับผู้อพยพทั้งหลาย ซึ่งก่อนหน้าไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับเรื่อง  ภายในยุโรปและประเด็นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ ไม่ได้อยู่ร่วมงาน festival ค่ะ เพราะ  เกิดจากปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ว่าก่อนไป ได้ถามทางองค์กรผู้จัดค่ายไปแล้วว่า เราอยู่ร่วมงานได้ไหม  แต่เขาก็ไม่ตอบกลับมา  และตอนนั้นใน infosheet เขาก็ไม่บอกว่าเป็นวันที่เท่าไหร่

ค่ายที่สองที่เชก ได้ทาสี cottages ค่ะ แต่สำหรับเอ ค่ายนี้สนุกสุดในสี่ค่ายแล้วค่ะ เพราะว่าเพื่อนดี  ผู้นำค่ายดี และได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างเช่น ระหว่างค่ายเขาก็จะพาไปเดินป่าที่พวกเราเรียกว่า funny  way ซี่งไม่ funny ตรงไหนเลยค่ะ เพราะทางมันลำบากมาก แต่พอไปถึงแล้วก็คุ้มค่ะ และก็พาไป  โรงงานเบียร์ พาไปขี่ม้า ซึ่งสองอย่างหลังนี้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของเอเลยค่ะ และก็พาไปล่า  สมบัติค่ะ ค่ายนี้ดีมากเพราะผู้นำค่ายเขาติดต่อเราตลอด ตั้งแต่ก่อนเริ่มเดินทางเลยค่ะว่าเราต้องการ  ความช่วยเหลืออะไรไหม ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

ค่ายที่สามที่เชกเหมือนกัน ค่ายนี้จะเกี่ยวกับ summer camp for children with autism ค่ะ คือเราต้องดูแลน้อง ๆ ที่เป็นโรคนี้หรือโรคอื่น ๆ ร่วมกับ Czech Assistant ตั้งแต่น้องตื่นจนน้องเข้านอน ถือว่าหนักค่ะ แต่หนูโชคดีได้น้องที่ดูแลไม่ยากเท่าไหร่ เพื่อนในค่ายบางคนได้น้องที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หนักอยู่ค่ะ ในค่ายเราก็จะทำกิจกรรมร่วมกับน้อง เช่นไปเดินป่า ระบายสี ประดิษฐ์ของ ฯลฯ ซึ่งค่ายนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมาปกติ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะน้องบางคนเขาก็เป็น Mentally/Physically disabled ค่ะ งานนี้มันไม่ได้เป็นงานหนักอย่างเดียว แต่เป็นงานที่เราต้องทำด้วยใจด้วยค่ะ เพราะหลายครั้งที่น้องเขาไม่รู้เรื่อง ว่าเราอยากให้เขาทำอะไร แต่เราก็ต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ไปลงกับน้อง ผู้นำค่ายมักจะบอกเสมอว่า อย่าทำอะไรกับใครในสิ่งที่ไม่อยากถูกกระทำอย่างนั้น (แต่เราเห็น Czech assistant หลายคนอารมณ์เสียและลงกับน้องบ่อยมากกก แต่เพื่อนในค่ายไม่มีเลยค่ะ )

ค่ายที่สี่ เป็นค่ายรถไฟที่ฮังการี อันนี้ได้ไปทาสีรถไฟค่ะ สรุปแล้วเอเป็น  Master of painting เลย ว่าไหมคะ ฮ่า ๆ อันนี้คืออยู่ในพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งขอบอกว่า Oh My God เกิดมายังไม่เคยเห็นรถไฟบางประเภทเลยค่ะ ซึ่งในค่าย ได้เห็นรถไฟตั้งแต่สมัยโซเวียต ของจริงค่ะ และเวลาว่าง ๆ เราก็นั่งรถเข้าเมืองไปเที่ยว Budapest กันค่ะ

บทเรียนสำคัญที่ได้จากการไปร่วมกิจกรรม คือเพื่อนค่ะ ระหว่างอยู่ในค่าย ได้ไปนอนบ้านเพื่อนที่สโลวาเกีย แวะไปเที่ยวพอดี เขาตอนรับเราอย่างดีมาก เหมือนเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่งเลยค่ะ ประทับใจมาก ๆ และก็ในบางค่ายจะมี international day ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ประเทศ ของเพื่อน ๆ อีกอย่างที่สำคัญที่ได้เรียนรู้คือ every moment counts ค่ะ เราไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้มาก่อนจนกระทั่งไปค่ายนานาชาติ  เพราะบางครั้ง บางสิ่งมันผ่านมาแล้วมันก็จะผ่านไป และบางทีเราอาจจะไม่ได้ทำมันอีกแล้วในชีวิตนี้ เรื่องเพื่อนก็เหมือนกัน เพื่อนในค่ายดีมาก ๆ จนบางทีก็คิดว่าเราอยากใช้เวลาสนุกกับเพื่อนให้มากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าต่อไปจะได้เจอกันไหม

อีกเรื่องหนึ่งที่เรียนรู้คือการเปิดใจค่ะ อยู่ที่นู่นได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ เต็มเลย แต่เนื่องจากเป็นคนชอบลองอยู่แล้วเลยไม่มีปัญหา กลับสนุกด้วยซ้ำ ทำให้รู้สึกว่าตอนนี้โลกของเรามันกว้างมากกว่าเดิมค่ะ ซึ่งดีมากๆๆๆๆ

สำหรับคำแนะนำสำหรับคนที่สนใจไปร่วมค่ายในต่างประเทศ ควรเลือก topic ที่เราสนใจหรือตรงกับช่วงเวลาของเรามากที่สุดแล้วลองไปใช้ชีวิตในอีกแบบนึงดูค่ะ ไปลองทำอะไรใหม่ ๆ เอเชื่อว่าถ้าเราอยู่กับที่ไม่เปิดใจ ไม่ไปไหน ชีวิตเราก็เป็นแบบเดิมทุก ๆ วัน ลองออกไปใช้ชีวิตสนุก ๆ บ้างเถิดค่ะ ตลอดเกือบสองเดือนครึ่งที่เอออกไปผจญภัย ทำให้รู้สึกว่ามันสนุกกว่าอยู่ไทยอีกค่ะ และถ้ามีเวลาก็จะไปใหม่แน่นอนค่ะ

 

——————————————————————————————————————————————————————–

ณัฐกิตต์ สายภัทรานุสรณ์ ร่วมค่ายทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland)

ระหว่างวันที่ 6-20 มิถุนายน 2557

ผมชื่อภูมิ ณัฐกิตต์ อายุ 21 ปี ครับ เรียนอยู่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ผมไปค่ายอาสา  สมัครที่ประเทศไอซ์แลนด์ ขององค์กร SEEDS 6-20 มิถุนายน 2557 เหตุผลที่อยากไปค่ายนี้คือ  อยากไปเห็นทัศนียภาพของประเทศไอซ์แลนด์  และอยากเจอเพื่อนใหม่ ๆ ทั่วโลกครับ กิจกรรมที่ผม  ไปทําส่วนใหญ่ จะเกี่ยวกับการบูรณะที่ดินครับ เก็บเศษขยะต่างๆ เช่น เศษยาง เศษตะปู  ทําพื้นโดยเอา  หญ้ามาปูทําเป็นทางเดิน ประมาณนี้ครับ จุดประสงค์คือ ทําสถานที่ให้มันสวยงามครับ ที่ดินนี้ เป็นที่ที่มี  คนเคยอาศัยมาก่อนครับแต่ เขาย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วโฮสที่ให้เรามาทํากิจกรรมเขาซื้อต่อมาจากคนคน  นั้นครับ

เพื่อนที่ไปทําค่ายอาสาสมัคร มาจากเยอรมัน 2 คน ฝรั่งเศส 2 คน สวิตเซอร์แลนด์ 1 คน อเมริกา 1 คน  แคนาดา 1 คน และมาจากไทย 1 คน เป็นคนตะวันตกหมดเลย มีเราผมดําคนเดียว คนในแคมป์ส่วน  ใหญ่ชอบฟังเพลงตะวันตก ผมไม่รู้จักนักร้องแนว ๆ นี้เลย ซึ่งผมไม่ชอบ ทําให้บางครั้งรู้สึกเบื่อ ไม่รู้จะคุยอะไรด้วย ถามชื่อเพลง ชื่อนักร้องตะวันตกเราก็ตอบไม่ถูก เพราะอยู่ที่ไทยไม่เคยได้ยินเลย คือเขาฟังเพลงตะวันตกกันหมดเลย เพลงเก่าๆ ช่วงปี  1980 แล้วดูเขาจะชอบอะไรคล้าย ๆ กัน เช่น ชอบไปเดินเขา ผมก็ไปเดินแต่ไม่ได้ชอบถึงขนาดเป็น hobby อะไรแบบนี้  วัฒนธรรมมันไม่เหมือนกัน อย่างอยู่เมืองไทย กิจกรรมพวกฟังเพลงเป็นเรื่องเป็นราวมันน้อยจริงๆ อาจจะเพราะสภาพอากาศที่ทําให้คนไทย เปลี่ยนไปทํากิจกรรมอื่น ๆ ได้ตลอดเวลา เช่น ไปเดินห้างสรรพสินค้า ไปดูหนัง เพราะบ้านเราสถานที่พวกนี้เปิดดึกมาก ๆ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไปออกกําลังกายสวนสาธารณะ แต่ในขณะที่ประเทศยุโรปส่วนใหญ่ห้างปิด 6 โมงเย็น และอากาศหนาวมาก ฝนตกไม่เป็นเวลา คนเขาก็อยู่แต่ในบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ พวกเขาไม่ค่อยถ่ายรูปกันด้วยครับ อย่างผมเคยไปค่ายอาสาสมัครที่เยอรมัน เมื่อปี พ.ศ. 2553 เพื่อนคนเอเชียอื่น ๆ เช่น คนเกาหลี  เขาเก็บภาพถ่ายเยอะมาก ถ่ายทุกอย่าง อาหารมื้อแรก การทํางานในแคมป์  การทํากิจกรรม การออกไปเที่ยวข้างนอก ฯลฯ แต่แคมป์ที่ไอซ์แลนด์มีแต่ชาวตะวันตก เขาถ่ายรูปเฉพาะเวลาออกไปเที่ยว เวลาทํางานคือทํางานอย่างเดียว ไม่มีรูปถ่ายในขณะทํางานเลยครับ แต่ผมก็มีนะ วันสุดท้ายผมต้องเอากล้องไป แล้วบอกเพื่อนว่าช่วยถ่ายตอนที่ผมกําลังตอกตะปูหน่อยสิ 55555

การทํางานในแคมป์ไม่มีปัญหาครับ ทุกคนช่วยกันทํางานดีมากครับ อากาศที่ไอซ์แลนด์แปรปรวนมาก มีอยู่วันหนึ่งฝนตกทั้งวัน บรรยากาศแย่มาก ๆ ทําให้ขี้เกียจทํางาน แบบอยากนอนเฉย ๆ ไม่อยากทําอะไร คิดถึงประเทศไทย เพราะอากาศมันแย่จริง ๆ ครับ ฝนมันตกไม่หนักหรอก แต่มันดูไม่มีชีวิตชีวาเลย หมอกหนามาก ไม่มีแดด มองไม่เห็นวิวอะไรเลย แต่พอมีแดดก็รู้สึกว่ามีชีวิตชีวาจริง ๆ นะ อยากออกไปเดินเล่น หรือพร้อมสําหรับการทํากิจกรรมอาสาแล้ว แต่แดดแรงมาก ๆ ครับ ผมไม่ได้ทาครีมกันแดด ผิวไหม้เลยครับ กว่าจะรู้คือผิวคล้ำและแสบมาก ๆ ครับ คอยดูรูปได้เลยครับ 55555

ช่วงที่ผมไปทํากิจกรรมมันตรงกับวันเกิดของผมพอดีครับ เพื่อน ๆ ในแคมป์ส่วนใหญ่เลยสร้างความประทับใจ โดยซื้อการ์ดแล้วเขียนคําอวยพรให้ ผมรู้สึกดีมาก ๆ ครับ โฮสเจ้าของที่ที่เราทํางานให้ เขาก็ทําเค้กมาเยอะมาก มีเครื่องดื่มฟรีไม่อั้น เขาบอกว่าวันเกิดเป็นสิ่งที่สําคัญสําหรับคนไอซ์แลนด์มาก ๆครับ ต้องฉลอง วันนั้นอิ่มเลยครับ

กิจกรรมอาสาสมัครทําให้ผมรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ และรู้จักกับตัวเองมากขึ้นครับ เพราะผมต้องปรับตัวให้เข้ากับคนส่วนใหญ่  ซึ่งมีพื้นฐานวัฒนธรรมแตกต่างกัน ยิ่งผมเป็นคนเอเชียคนเดียวในแคมป์ ไม่มีเพื่อนคนเอเชียที่มาจากวัฒนธรรมเดียวกัน ผมต้องปรับตัวเยอะจริง ๆ ครับ แต่การทําค่ายอาสาสมัครก็ทําให้ผมสนุก ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นในประเทศไทย ได้กินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนในชีวิต สําหรับคนที่คิดจะไปค่ายอาสาสมัครก็ขอให้โชคดี จงเป็นคนทีปรับตัวง่าย ชอบมีส่วนร่วม ชอบแสดงความคิดเห็น แค่นี้ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครได้แล้วครับ

——————————————————————————————————————————————————————–

บุณยภัทร มนต์สัตตา เข้าร่วมค่ายเกษตรและกิจกรรมกับเด็ก ที่ประเทศญี่ปุ่น

เมือง Aso, Kumamoto ระหว่างวันที่ 2-15 สิงหาคม 2557


ค่ายอาสาสมัครที่ประเทศญี่ปุ่นนี้เป็นค่ายอาสาค่ายแรกในชีวิต เหตุผลที่ตัดสินใจไปคืออยากไปเที่ยว  ญี่ปุ่น และอย่างรู้เรื่องราวของความเป็น local ที่ญี่ปุ่น อาจเป็นเพราะอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาก จึงอยากเห็น  ของจริง

กลัวมาก เพราะเป็นค่ายอาสาค่ายแรก และเป็นค่ายต่างประเทศ ภาษาอังกฤษของเราถือว่าไม่ดีนัก พอ  พูดได้แต่สําเนียงไทยมาก กลัวคนที่ค่ายจะฟังไม่รู้เรื่อง แล้วก็กลัวฟังใครไม่รู้เรื่อง และญี่ปุ่นเป็น  ประเทศที่ไม่พูดอังกฤษนัก ก็กลัวอีกว่าจะไม่สื่อสารกับคนญี่ปุ่นในค่ายได้ แต่เมื่อได้เจอชาวค่ายจริง ๆ  แล้ว ค่อนข้างต่างจากที่คิด ทุกคนเป็นมิตรมาก พยายามจะสื่อสารกันด้วยวิธีต่าง ๆ แม้ว่าอังกฤษของเรา  (และของคนญี่ปุ่น) จะสําเนียงไม่ดี แต่ก็พยายามฟังกันจนรู้เรื่อง และถือเป็นโชคดีมากที่มีอาสาชาว  ญี่ปุ่นที่มีภาษาอังกฤษดี (พูดเป็นสําเนียงญี่ปุ่น แต่สื่อสารได้ดี) จึงเป็นคนคอยแปลภาษาอังกฤษและ  ญี่ปุ่น ทําให้ชาวค่ายสามารถสื่อสารกับคนท้องที่ได้

กิจกรรมในค่ายสนุกมาก ตามรายละเอียดค่ายคือ ช่วยชาวบ้านจัดเทศกาล ทําการเกษตร และ work with children ส่วนตัวคิดไว้ว่าคงหนักที่งานเกษตร แต่เอาเข้าจริงแล้วหนักที่ work with children ส่วนตัวไม่ใช่คนที่รักเด็กมากนัก แต่เด็กญี่ปุ่นทําให้เราประทับใจหลายอย่าง ทั้งความมีน้ำใจ ความมีวินัย ต้องชื่นชมชาวญี่ปุ่นว่าดูแลอนาคตของเขาได้ดีจริงๆ

การทําอาหารในค่ายสนุกมาก ได้กินอาหารหลายชาติทั้งญี่ปุ่น (ที่อาสาทําอร่อยมาก) อิตาลี (แปลกใหม่) และไต้หวัน บางครั้งอาหารอาจจะออกมาแปลก ๆ เพราะแต่ละคนไม่ได้เข้าครัวบ่อย แต่การได้กินรวมกันก็ทําให้อาหารอร่อยขึ้นมา ไม่มีใครบ่นแม้ว่าอาหารจะแปลกก็ตาม

ได้รับรู้เรื่องราวของประเทศต่าง ๆ เยอะขึ้นมาก ได้เพื่อนใหม่ (ที่บอกว่าถ้ามาไทยแล้วจะติดต่อมา แล้วถ้าไปประเทศเขาให้บอกเขาด้วย) ได้รับรู้ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมมากมาย (ญี่ปุ่นแปรงฟันนอกห้องน้ําจริง ๆ นะ!!!)

สองอาทิตย์ที่ค่ายเหมือนจะยาว แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากกันทุกคนกลับรู้สึกว่ามันสั้นเหลือเกิน ถ้ามีโอกาสก็อยากจะเจอคนที่ค่ายอีก

——————————————————————————————————————————————————————–

พณิกา สันติวราคม เข้าร่วมค่ายสิ่งแวดล้อม ประเทศเกาหลี

เมือง Gokseong ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2557

สวัสดีค่ะ ชื่อนินะคะ อายุ 25 ปีค่ะ  โดยปกติแล้วเป็นคนชอบทำกิจกรรม outdoor activities  และชอบท่องเที่ยว  ตามธรรมชาติค่ะ พอหลังจากที่ได้เห็นข่าวจากค่ายดาหลา ว่ามี workcamp ของประเทศเกาหลี ที่เราจะได้มีโอกาส  ไปสอนหนังสือเด็กและทำกิจกรรม outdoor activities ก็เลยสนใจและสมัครไป ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่ ๆ ทีม  งานของดาหลาที่ให้คำแนะนำและบอกข่าวดี ๆ ให้ได้รับรู้ และได้มีโอกาสไปเข้าร่วม รวมทั้งคำแนะนำดี ๆ สำหรับ  การเตรียมตัวไปทำค่ายต่างประเทศครั้งแรก

สำหรับค่ายนี้เป็นค่ายต่างประเทศครั้งแรกรู้ สึกประทับใจในตัวเพื่อนร่วมที่เป็นคนสนุกสาน เฮฮา เปิดเผย และจริงใจ  ระหว่างค่ายเราทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างร่วมกัน มีวันเวลาดี ๆ ให้จดจำ เล่นเกมส์ คิดกิจกรรมให้น้องเล่น ร่วมกันแก้  ปัญหาเวลาน้องไม่ค่อยให้ความร่วมมือ รวมทั้งยามที่เพื่อนคนใดในค่ายมีปัญหา  เราไม่เคยทิ้งกันเลย ตัวอย่างเช่น  บ้านพักของเราอยู่ล้อมรอบด้วยภูเขาและทุ่งนา เราใช้จักรยานในการเดินทางไปที่อื่น ๆ และบ่อยครั้งเราก็เกิดปัญหา  จักรยานล้มหรือเวลาไปเล่นน้ำลื่นตกลงไป เพื่อน ๆ ที่ค่ายก็ดูเลเป็นอย่างดี

เรื่องที่ประทับใจที่สุดมีอยู่สามเรื่องคือ ค่ายนี้เป็นค่ายเกี่ยวกับธรรมชาติดังนั้น เราเลยได้ทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่  เกี่ยวกับธรรมชาติมาก ๆ อย่างเช่น วันรักษ์สิ่งแวดล้อมเราต้องไปอาบน้ำ ล้างหน้า กับแปรงกันที่น้ำตกเล็ก ๆ มันให้  ความรู้สึกที่แปลก ๆ แต่รู้สึกสนุกและชอบในเวลาเดียวกัน  คูล!!

สิ่งที่สองคือประทับสถานที่ gokseong สถานที่นี้เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็ก ๆ`แต่เป็นธรรมชาติมาก ๆ  ต้นไม้เขียว ชอุ่มอุดมสมบูรณ์ ตอนที่ได้ปั่นจักรยานกลางทุ่งนาและภูเขาเป็นความรู้สึกที่ฟินสุดแล้ว ร่วมทั้งมีเพื่อนและเด็กปั่นด้วยกันยิ่งเพิ่มความรู้สึกดีมากขึ้นไปเอง  การใช้ชีวิตอยู่ ที่นั่นก็สบาย ๆ เรียบง่าย คนที่นั้นก็ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์กินเอง สนุกสนานและเป็นกันเอง

สิ่งที่สามเป็นความประทับใจมาก ๆ ของเพื่อนร่วมค่ายและเด็ก ๆ เพื่อนร่วมค่ายที่นี้น่ารักมาก ๆ ตลก เฮฮา รั่ว สุด ๆ

เรามักจะเล่มเกมส์กันในยามว่างและยามที่ขี้เกียจล้างจานหรือหาผู้แพ้เพื่อรับหน้าที่ไปทำอะไรสักอย่าง ส่วนน้อง ๆ ที่อยู่ที่โรงเรียนน่ารักมากเช่นกัน เป็นเด็กดี มีน้ำใจและจริงใจมาก อย่างเช่นมีอยู่ครั้งหนึ่งน้องกำลังยืนกินแตงโมอยู่ที่ถาดใหญ่  เหลือแตงโมอยู่ในถาดชิ้นเดียว เห็นน้องคีบแตงโมอยู่นึกว่าน้องจะคีบใส่ปากตัวเองแต่เขากลับเอามาให้เราแทน รู้สึกประทับใจในเด็กน้อยมากเลย

สุดท้ายนี้ขอฝากไว้สำหรับใครที่สนใจไปค่ายต่างประเทศนะคะ ว่าอย่ากลัว ต่อให้จะไปคนเดียว เพราะประสบการณ์หรือสิ่งที่คุณจะได้กลับมานั้นมากมาย  มากกว่าการที่คุณไปนั่งเรียนในห้องเรียนหรือจ่ายเงินแพง ๆ ไปพักสถานที่ดี ๆ อะไรเสียอีก คุณจะได้สัมผัสอะไรที่มันเป็นดั้งเดิมหรือวิถีของเขาจริง โดยที่ไม่ต้องไปเดินตามหาตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เขาจำลองสร้างขึ้นมา  คุณจะได้เพื่อนจากหลากหลายประเทศ  คุณจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น คนที่มีนิสัยใจคอ วิธีการคิดที่เหมือนกับเราและไม่เหมือนกับเรา    มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก ๆ จริง ๆ

——————————————————————————————————————————————————————–

ทอมมัส โฟเกิล ร่วมค่ายสิ่งแวดล้อม ประเทศเกาหลี

เมืองปูซาน ระหว่างวันที่ 8-18 กรกฎาคม 2557

ชอบงานที่ทําเพื่อสังคมเช่นนี้ เพราะรู้สึกดีที่ได้ทําอะไรบางอย่าง แม้จะเป็นแค่ส่วนเล็กน้อยแต่ก็สร้าง  ความภูมิใจที่ได้ทํางานให้กับโลกของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ทั้งยังได้เรียนรู้และศึกษาวัฒนธรรม แม้ว่าตัว  ผมจะเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในค่าย แต่ชาวอาสาก็ไม่รังเกียจหรือแบ่งชนชั้น ทั้งยังให้ความเป็น  กันเองโดยไม่แบ่งว่าเราเป็นใคร อายุเท่าไรหรือมีฐานะอะไร ทุกคนมีสิ่งเดียวที่มายังที่ค่ายคือ
ต้องการทําให้โลกของเราเป็นสถานที่ที่ดียิ่งขึ้น

——————————————————————————————————————————————————————–

ชาญชัย พิพัฒน์พิทยาสกุล เข้าร่วมค่ายเทศกาลไวกิ้ง ประเทศไอซ์แลนด์

ระหว่างวันที่ 18-28 กรกฎาคม 2557

เป็นโอกาส ที่ทําให้เราได้เรียนรู้ทั้งตัวเอง และผู้อื่น เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทําอะไรใหม่ ๆ  ให้ตัวเอง ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทย ได้ปรับตัว ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของคนอื่น

ส่วนคําแนะนําที่อยากให้ต่ออาสาสมัครที่อยากจะไปร่วมกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนั้น ก็น่าจะ  เป็นการเตรียมใจและการปรับตัว ที่จะสามารถอยู่กับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ให้ได้ ส่วนเรื่องภาษานั้น  จริง ๆ แล้ว ตอนแรกผมก็กังวลอยู่เพราะ ตัวเองไม่ค่อยเก่งเรื่องภาษา แต่สุดท้ายแล้ว เราก็สามารถอยู่  ได้ ถ้าเราสามารถปรับตัว และทําสิ่งที่เราทําได้ พูดในสิ่งที่เราสามารถพูดคุยได้ บางครั้งอาจจะไม่ค่อย  เข้าใจว่า เค้าคุยอะไร แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่จะต้องช่วย ถึงจะฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็พอจะรู้ว่า จะต้องช่วย  ทําอะไร

——————————————————————————————————————————————————————–

วรรณิภา ชื่นอารมณ์ เข้าร่วมค่ายมรดกโลก ทำนาขั้นบันได  ประเทศฟิลิปปินส์
เมืองอิฟูเกา ระหว่างวันที่ 7-18 กรกฎาคม 2557

เลือกร่วมกิจกรรมค่ายอาสาที่ฟิลิปปินส์ เพราะเห็นภาพ นาขั้นบันไดจากกูเกิ้ล คืออลังการมาก อยากมี  พื้นที่เขียว ๆ เพดานสีฟ้า ๆ เป็นห้องทำงานดูบ้าง เหตุผลที่เลือกมีแค่นี้จริง ๆ ค่ะ ไม่ได้เลือกอะไรมาก  เลย  แต่รู้สึกไม่ค่อยดีเลยกับวันที่เหยียบมะนิลาครั้งแรก คือโดนต้มตุ๋นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น  แท็กซี่ ร้านอาหาร หรือบริการ คือรู้สึกแย่ขึ้นมาเลยที่เลือกที่จะมาฟิลิปปินส์ แต่แอบหวังว่า ต่างจังหวัด  จะเป็นที่ที่อบอุ่นและเป็นมิตรกว่านี้

ซึ่งอิฟูเกา ไม่ทำให้ผิดหวัง ทั้งคนและธรรมชาติ

วินาทีแรกที่เห็นนาขั้นบันได คือ ไม่ผิดหวังที่นั่งรถมาจากมะนิลา 9 ชั่วโมง คือ สวยมาก ความรู้สึกกับ  กิจกรรมคือทุกอย่างเป็นไปตามแพลนที่แจ้งให้อาสาสมัครทราบ ยืดหยุ่นบ้างตามสถานการณ์ ถือว่าไม่  แน่นมาก และไม่น่าเบื่อมี โอกาสได้ทำเกือบทุกอย่าง ได้ไปหลาย ๆ ที่ ไม่ใช่อยู่แค่ทำนาอย่างเดียว ได้  เห็นชีวิตความเป็นอยู่จริง ๆ ของคนพื้นที่ ได้รู้ปัญหาของการทำนาขั้นบันได และปัญหาเรื่องการขาดผู้  สืบทอดภูมิปัญญา

ความรู้สึกเกี่ยวกับเพื่อน ๆ อาสาสมัคร ส่วนใหญ่มาเพราะสมัครใจ เลยช่วยกันทำงาน และพร้อมที่จะเรียนรู้จากชาวบ้าน เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ส่วนการใช้ชีวิตร่วมกันอาสาสมัครส่วนใหญ่ถึงจะต่างวัฒนธรรมกันมาก ๆ แต่ทว่าแต่ละคนมีมารยาทสากล และมีความยืดหยุ่นสูง เลยไม่มีปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมค่าย

ประทับใจทุกอย่างในค่ายยกเว้นอาหารและห้องน้ำ

เนื่องจากมีอาสาสมัครบางคนที่เคยชินกับการใช้ทิชชูในห้องน้ำแล้วทิ้งในชักโครก ซึ่งห้องน้ำค่ายเป็นโถชักโครกที่ต้องราดน้ำ วันท้าย ๆ เราจึงไม่มีห้องน้ำไว้ให้ปลดทุกข์กัน หนักหน่อยคือท่อตันเพราะดิน โคลน ลงไปสะสม น้ำขังอยู่ประมาณตาตุ่ม คือตอนนั้นเครียดเหมือนกัน ปวดปัสสาวะก็ต้องรอปลอดคน ลงไปปลดทุกข์ตามพุ่มไม้ตอนค่ำ ๆ ถ้าถ่ายหนักยิ่งแล้วใหญ่ เก็บไว้เข้าตามร้านข้าว  แล้วห้องน้ำที่นี่มีลักษณะพิเศษ เหมือน ๆ กันในแทบทุกบ้านที่ได้ลองเข้าคือ ในห้องน้ำจะมีแต่โถสุขภัณฑ์ ถังน้ำที่ใช้ราดจะอยู่นอกตัวห้อง เวลาเข้าห้องน้ำเราต้องตักน้ำจากข้างนอก ใส่กระป๋องน้ำหิ้วเข้ามาเตรียมไว้ก่อนทำธุระ  ส่วนห้องอาบน้ำที่แคมป์ ไม่มีประตูปิดค่ะ เวลาอาบน้ำคือ เอาผ้าขนหนูขึงกั้นแทนประตูไว้เฉย ๆ ก็มีบ้างที่ห้องข้าง ๆ หยิบของแล้วผ้าขนหนูร่วงก็เป็นที่ขำขันหยอกล้อกันไป สำหรับชาวยุโรปก็ไม่ค่อยเป็นปัญหาอะไร แต่สาว ๆเอเชียนี่จะตื่นเต้นกันมากกับห้องน้ำไร้ประตูอันนี้ เชื่อว่าครั้งต่อไปคงมีการปรับปรุงค่ะ พวกเราตอนนั้น รู้สึกไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แต่พอมานึกย้อนไป มันเป็นความทรงจำนึงที่ต้องพูดถึงแน่ ๆ ถ้าเล่าถึงการมาค่ายอาสาครั้งนี้

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากค่ายอาสาครั้งนี้คือ คนที่นี่เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติได้ดีจริง ๆ ค่ะ เค้าอยู่ได้โดยไม่ใช้โฟม รณรงค์อย่างเคร่งครัดว่าจะต้องให้ลูกหลานแยกขยะ คือในความคิดเราคือเค้ามีความคิดแบบ คนละครึ่งทางระหว่างคนกับธรรมชาติ อิฟูเกามีเทคโนโลยีพอ ๆ กับบ้านเรา แต่บางอย่างคนก็รับ บางอย่างเค้าก็แค่รู้ว่ามีเฉย ๆ แต่ก็ไม่ได้เห็นความสำคัญที่จะขาดไม่ได้

อีกอย่างคือการเรียนรู้ระหว่างการใช้ชีวิตร่วมกับอาสาสมัครต่างชาติ ทำให้เรียนรู้เรื่องการปรับตัว การยืดหยุ่นยอมรับสิ่งที่แตกต่าง ไม่ยึดมั่นกับความเป็นตัวเองมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวเองโดยสิ้นเชิง หลายครั้งที่คนเราทะเลาะกันเพราะความต่าง ไม่ว่าจะด้วยความคิด การกระทำ หรืออะไรก็แล้วแต่ ความแตกต่างไม่ใช่ปัญหา แต่การคิดว่าคนอื่นทำอะไรในแบบที่เราไม่ทำคือความผิด นั่นคือปัญหา  การเข้าค่ายอาสาต่างชาติทำให้เราเรียนรู้คนอื่น ไปพร้อม ๆ กับเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ตัวเองด้วย ส่วนตัวคิดว่าตรงนี้จะช่วยให้เรามีทัศนคติในการดำเนินชีวิตมากขึ้นค่ะ

——————————————————————————————————————————————————————–