Volunteer Experience

สำหรับโครงการอาสาสมัครในต่างแดน หลังจากที่อาสาสมัครไทยหลาย ๆ คน ได้มีโอกาสไปร่วมค่ายในต่างประเทศ และกลับมาพร้อมกับความประทับใจและเรื่องเล่ามากมาย ดาหลาจึงนำบทความสั้น ๆ ของแต่ละคนมาให้พวกเราได้อ่านกัน เผื่อว่าจะได้เป็นการเรียนรู้ และแบ่งปันประสบการณ์ให้ผู้สนใจคนอื่น ๆ ค่ะ สำหรับใครที่อยากดูรูปภาพกิจกรรมจากเพื่อน ๆ เพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่เพจเฟซบุ๊คของดาหลา www.facebook.com/dalaa.thailand ค่ะ

——————————————————————————————————————————————————————–

สุวรรณา เปี่ยมปิยชาติ เข้าร่วมค่ายเกษตรและสิ่งแวดล้อม Maki Farm (เมือง Otari, Nagano) ประเทศญี่ปุ่น

ระหว่างวันที่ 17-28 มิถุนายน 2558

กี่คำอธิบายก็ไม่เท่าตาเห็น

‘เป็นงานเกษตร ทำไรทำนา’ งานหนัก ช่วงเวลาทำกิจกรรมยาว (5:30 น. – 18:00 น.) วันแรกต้องเดินเท้าเข้าไป 4 กม. จึงจะถึงพื้นที่ที่ทำกิจกรรม แต่วิวสวย หมู่บ้านนี้เคยเป็นพื้นที่ร้างถูกทอดทิ้งมา 30 ปี คนที่นี่เขาอาบน้ำกันวันเว้นวัน ในการเตรียมตัว เค้าแนะนำว่าต้องเอาไฟฉายไปด้วย เพราะข้างนอกมืดมาก ไม่มีไฟ (สงสัยส้วมอยู่ข้างนอก) ช่วงเวลานี้ของปีอากาศเริ่มร้อนแล้ว แมลงชุม อย่าลืมเอาสเปรย์ฉีดกันยุงไป ในการเดินทางไปเมืองนี้ ห้ามพลาดรถเที่ยวนี้ ขบวนนี้เด็ดขาด รถมีวันละเที่ยวเท่านั้น หากพลาด ทุกอย่างจะยุ่งยากไปหมด ที่สำคัญกรุณาเตรียมร่างกายให้พร้อม เพราะเราจะต้องเดินข้ามเขาเข้าไปที่ฟาร์ม ใช้เวลาประมาณ 2 ชม. บางช่วงชันมาก ให้เอาของไปเท่าที่จำเป็น

นี่คือข้อมูลที่ค่อย ๆ ได้รับก่อนถึงวันเดินทาง พอใกล้ถึงวันเดินทางจริง จึงเริ่มคิดหนัก เราหาเรื่องใส่ตัวรึเปล่านะ อยู่ดีไม่ว่าดี

แต่เมื่อตัดสินใจว่าจะไปก็ต้องไปให้ได้ จากนั้นก็เตรียมการทุกอย่าง ลองซ้อมแบกเป้เดินไปมาได้ 3-4 กม. น่าจะไหวนะ เป้อย่างดีช่วยผ่อนแรงได้เยอะ เอาของใช้เท่าที่จำเป็น เสื้อผ้า 2-3 ชุดพอ ขนม อาหารแห้งงดหมด ของใช้ส่วนตัวแบ่งใส่ขวดขนาดจิ๋ว หาซื้อสเปรย์ฉีดกันยุงแบบไม่ใช้สารเคมี ฯลฯ

แม้ว่าก่อนไปจะได้รับข้อมูลการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายต่างประเทศที่อื่น ๆ จากน้อง ๆ ที่มีประสบการณ์มาก่อน แต่พอไปถึงสถานที่จริง ที่นี่กลับไม่เหมือนค่ายอื่น ๆ ที่น้อง ๆ เล่ามา ลักษณะกิจกรรมของที่นี่คือ การไปช่วยทำงานที่เป็นงานประจำ ไปเพื่อช่วยผ่อนแรงให้กับทีมงานของ Host ซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 คน มีหลากหลายอายุ บางคนเป็นคนเมืองที่ต้องการชีวิตเรียบง่าย บางคนแก่ชรา เจ็บป่วย บางคนก็มีความบกพร่องทางสมอง แต่ทุกคนก็ทำงานร่วมกันอย่างหนัก แข่งกับเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดในช่วงฤดูเพาะปลูก และดูจะเอื้ออาทรกันดี

Maki Farm เป็นฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ที่สมาชิกช่วยกันทำเพื่อเลี้ยงตนเอง มีผลผลิตเหลือไว้ขายเพียงเล็กน้อย อยู่ในหุบเขาทางภาคตะวันออกของประเทศญี่ปุ่น พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 900 เมตร การเดินทางเข้าไปในฟาร์มจะใช้การเดินเท้าเลาะภูเขาสูง 2 ลูก ฝีมือใหม่ ๆ อย่างพวกเราจะใช้เวลากว่าชั่วโมงครึ่งจึงจะถึง   ร่างกายต้องแข็งแรงพอที่จะแบกสัมภาระขึ้นไปเอง แต่ไม่ต้องตกใจไป ถ้าเราไม่ไหวจริง ๆ ทุกคนก็พร้อมจะหยุดพักเพื่อให้เราสามารถเดินต่อไปพร้อมกันได้ (เขาไม่ปล่อยให้เดินเดี่ยวเพราะมีทั้งหมีและหมาป่ามาคอยวนเวียนอยู่ใกล้ ๆ)

เมื่อไปถึงฟาร์ม ก็จะไปเที่ยวเล่นที่ไหนไม่ได้อีก เพราะบนนั้นไม่มีใครหรืออะไรเลย นอกจากที่พัก ไร่นา แปลงผัก แพะ 3 ตัว ไก่ 1 เล้า และเพื่อนร่วมงานรวม 20-24 ชีวิต    ทุกวันเราจะกินข้าวพร้อมกัน ทำงานร่วมกัน พวกเราจะเป็นผู้ช่วยในแต่ละงานซึ่งมีผู้นำหลักเป็น Host งานที่ทำในแต่ละช่วงเวลาก็แตกต่างกันออกไป แต่ก็จะคล้าย ๆ กันทุกวัน

ตารางงานคร่าว ๆ คือ

5:45-7:00 งานช่วงเช้าก่อนอาหารเช้า ให้อาหารและรีดนมแพะ ให้อาหารไก่ เขี่ยขี้ไก่ ถางหญ้า เก็บผัก ทำความสะอาดที่พัก เป็นลูกมือในครัวเตรียมอาหารสำหรับ 20 คน

8:45-12:00 (มีพัก 30 นาที) งาน outdoor คืองานลงแปลงนา กำจัดแมลงและวัชพืช ใช้มือล้วน ๆ ช่วยกันลงแขกทีละแปลง ถ้าฝนตกหนัก ๆ ก็จะเปลี่ยนเป็นงาน indoor เช่น เลาะเมล็ดข้าวโพด คัดแยกถั่วแดงญี่ปุ่นสำหรับบรรจุถุงขาย หั่นฟาง ตัดใบชา ผ่าฟืน ฯลฯ

13:45-18:00 (มีพัก 30 นาที) มักเป็นงานในแปลงผัก มีพวกถั่ว แครอท ข้าวโพด หอมใหญ่ เป็นงานเพาะกล้า เพาะเมล็ด ถางหญ้า พรวนดิน กำจัดวัชพืชซึ่งเยอะมากเพราะไม่ใช้สารเคมีเลย ซ่อมแซมเครื่องมือ บางครั้งจะมีงานเร่งด่วนแทรกเข้ามา เช่น ซ่อมสะพานชำรุด ขุดลอกถังเก็บน้ำ ขนย้ายเครื่องจักรเครื่องมือ

19:00 ประชุมสรุปงาน และแบ่งงานสำหรับวันต่อไป และหยุดงานในวันอาทิตย์หลังอาหารเช้า

งานครัว โดยเฉลี่ยพวกเราชาวค่าย 9 คน (ต่างชาติ 5 ญี่ปุ่น 4 ) จะได้เข้าครัวเป็นลูกมือเกือบทุกวัน เพราะในแต่ละมื้อจะต้องมีผู้ช่วย ล้างหั่นผัก ก่อฟืนหุงข้าว ต้มน้ำ จัดถ้วยชาม แบ่งอาหาร และเก็บล้างจานชาม อย่างน้อย 2 คน และใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง เพราะเรากินอาหารหนักกันทุกมื้อเนื่องจากต้องใช้แรงงานอย่างมากแต่ละวัน อาหารหลัก ๆ จะเป็นข้าว กับซุปประจำวันและผัดผัก มีพิเศษบ้างก็คือ ข้าวแกงกระหรี่ ราเมน โซบะ ขนมปัง ระหว่างวันจะมีขนมกับน้ำชาในช่วงเวลาพัก 2 ครั้ง

การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างชาวค่ายไม่ค่อยจะมี เนื่องจากในแต่ละวันเลิกงาน กินข้าวเสร็จจะต้องคุยสรุปงานและแบ่งงานกัน กว่าจะเสร็จก็ทุ่มกว่า และด้วยวัยของพวกเราแตกต่างกันค่อยข้างมาก (16-61 ปี) จึงไม่ค่อยได้อยู่เป็นกลุ่มก้อน ต่างคนต่างจับกลุ่มคุยกันเองตามความถนัด แต่เมื่อถึงเวลางานพวกเราก็ทำงานร่วมกันได้อย่างสนุกสนาน และลืมความเหนื่อยยากไปเลย เพราะบรรยากาศของที่นี่น่าทำงานมาก อากาศสดชื่น Host ทำงานหนักกว่าเราเยอะ เป็นต้นแบบที่ดี การกินอยู่อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญตลอดระยะเวลา 12 วัน เราได้อยู่ในที่ที่โอบล้อมไปด้วยภูเขาและป่าไม้ บางวันฟ้าเปิดก็จะเห็นยอดเขาที่มีหิมะปกคลุม ได้กินพืชผักปลอดสารล้วนๆ ได้สูดอากาศบริสุทธิ์ อาบน้ำอุ่นจากพลังงานแสงอาทิตย์ ดื่มน้ำสะอาดจากลำธาร และมีชาเขียวดื่มในทุกมื้ออาหาร ทำงานท่ามกลางหุบเขาเขียวขจี และท้องทุ่งที่เต็มไปด้วยดอกไม้  แล้วแบบนี้จะไม่เรียกว่าสวรรค์บนดินได้อย่างไร ถ้าอยู่ที่นี่ได้นานอีกหน่อย เผลอ ๆ อาจไม่อยากบ้านก็ได้นะ

ถ้ามีโอกาสจะขอกลับไปอีกครั้งค่ะ

——————————————————————————————————————————————————————–

ปุณยวีร์ นิธิโอฬารพงศ์ เข้าร่วมค่าย ทำสวนปรับปรุงทัศนียภาพ เมืองโคลเท่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

ระหว่างวันที 19 เม.ย.- 1 พ.ค. 2558

ชื่อ ปุณยวีร์ นิธิโอฬารพงศ์ อายุ 36 ปี ทำงาน บริษัทเอกชน สนใจเข้าร่วมโครงการเพราะ ในเวลาว่างก็เป็นคนทำกิจกรรมอาสาใน ประเทศไทยอยู่แล้วจึงอยากออกไปเรียนรู้กิจกรรมอาสาในต่างประเทศและมีความสนใจด้านการปลูกต้นไม้ เกษตรกรรม พอดีทางดาหลาเปิดรับอาสาสมัคร และมีที่น่าสนใจอยู่หลายประเทศ ส่วนที่เลือกมาอันนี้เพราะเป็นค่ายที่เกี่ยวกับการเกษตรและสิ่งแวดล้อม เวลาก็พอเหมาะ ที่จะลางานมาได้ เลยสมัคร และได้รับการตอบรับให้เข้าร่วมโครงการ

การเตรียมตัวก่อนมา เราพอรู้แค่ว่าให้เตรียมถุงนอน เตรียมถุงมือ เตรียมรองเท้าที่ดีเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ จุดนัดพบที่สนามบินและเวลาอะไรแค่นั้น ก็ตื่นเต้นว่าจะได้ทำอะไรบ้าง พอมาเริ่มงานก็ได้ปฏิบัติจริงตามที่ตั้งใจไว้คือ เตรียมดินปลูกต้นไม้ทำสวน ถางหญ้า จุดที่ทำเป็นพื้นที่ว่างสี่เหลี่ยมเอามาทำเป็นส่วนที่ให้ผู้คนสามารถมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน ให้เด็ก ๆ มีที่วิ่งเล่นที่ปลอดภัย มีการทำกระโจม แบบแอฟริกา มีการปลูกต้นไม้ดอกไม้ ให้ผู้คนได้ชื่นชม เราต้องทำให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์ วันแรกขุดดิน เมื่อยตัวมาก วันที่สอง ที่สาม จะเริ่มคุ้นชิน และปรับตัว มีการสลับงานหนักเบา เค้าเป็นห่วงสุขภาพของเรามาก ถ้าป่วยก็ให้หยุดได้ แต่เราจะไม่ฝืนตัวเอง ถ้าเราเหนื่อยก็นั่งพักได้ การทำงานจะให้เกียรติและอิสระ แต่เราก็ต้องพยายามทำเต็มที่ ไม่อู้งานนะคะ อยากให้งานออกเพื่อชุมชนด้วยค่ะ ที่ค่ายที่เราอยู่ เค้ามีคอมพิวเตอร์และ Wi-Fi ฟรี ให้เราใช้ติดต่อทางบ้านได้ค่ะ เวลาทำงานเสร็จก็มาเล่นกัน เรื่องอาหารการกิน จะผลัดกันรับผิดชอบ เช้า กลางวัน เย็น ทีมละ 2 คน เค้าจะให้เงินไปซื้อวัตถุดิบ และให้คิดเมนูอาหาร บอกกับผู้นำค่าย โดยมากจะเป็นอาหารของชาตินั้นๆ ค่ะ เราก็จะได้ทานอาหารที่เราไม่รู้จักคุ้นเคย หรือไม่อร่อยเลยสำหรับเรา เราก็ต้องปรับตัวค่ะ ล้างจานเอง ช่วยกันล้างห้องน้ำ ทำความสะอาดห้องครัว ห้องนอน ผลัดกันทำเวรค่ะ ไปเรื่อยๆ แล้วสองสัปดาห์ก็จะผ่านไป วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ ไม่ต้องทำงาน เราก็ไปเที่ยวกัน น้ำตก ภูเขา เราก็ต้องออกค่าใช่จ่ายตรงนี้เอง เช่น ค่าเรือเฟอรี่ ค่าขึ้นกระเช้า แต่ค่าอาหาร เราเตรียมไปจากครัวกลางของเราค่ะ ไปกับผู้นำค่ายที่เป็นคนออสเตรีย แต่มาเรียนที่สวิสค่ะ คืนสุดท้าย มีการเลี้ยงขอบคุณกัน เป็นบาบีคิว อาหารจัดเต็ม มีไวน์ ฉลองคืนสุดท้ายอย่างเต็มที่ พวกเราถ่ายรูปหมู่กับสวนที่เราทำเป็นที่ระลึก พวกเราทั้ง 12 คน มีไทย 1 เกาหลี 2 สเปน 1 อังกฤษ 1 รัสเซีย 1 เซอร์เบีย 1 จอร์แดน 1 สวิส 2 ฟินแลนด์ 1 และซีเรีย 1 คน สมาชิกในกลุ่มรักกันมากและยังมีกรุ๊ปไลน์ไว้คุยเล่นกัน เวลาต่างคนต่างแยกย้ายกันไปแล้ว

สรุปคือ เรามีความสุข เพราะเราได้ทำในสิ่งที่เราสนใจ เวลาเราทำมันด้วยความรัก เราจะปรับตัวกับมันได้ แม้มันจะยากลำบากแค่ไหน เพราะเราอยากเห็นงานที่เราทำสำเร็จออกมาเพื่อชุมชน งานอาสานั้น ในไทยหรือต่างประเทศไม่ต่างกันค่ะ จิตวิญญาณในการช่วยเหลือเหมือนกัน แต่ที่ต่างประเทศเราจะได้ใช้ภาษา และเรียนรู้วัฒนธรรม เปิดโลกของเราให้กว้างไกลขึ้นค่ะ

——————————————————————————————————————————————————————–

รนิดา พูลเพิ่ม เข้าร่วมค่าย 4 ค่าย ในประเทศออสเตรีย เชก และฮังการี

ระหว่างเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม 2557

ค่ายแรกที่ออสเตรีย ได้ทาสีตึกค่ะเพื่อเตรียมงาน Refugee festival งานไม่มีอะไรมากแต่ได้เรียนรู้  issue ที่เกิดขึ้นกับประเทศนี้และกับผู้อพยพทั้งหลาย ซึ่งก่อนหน้าไม่ค่อยรู้อะไรมากเกี่ยวกับเรื่อง  ภายในยุโรปและประเด็นเกี่ยวกับผู้ลี้ภัย สิ่งที่น่าเสียดายที่สุดคือ ไม่ได้อยู่ร่วมงาน festival ค่ะ เพราะ  เกิดจากปัญหาเรื่องการสื่อสารที่ว่าก่อนไป ได้ถามทางองค์กรผู้จัดค่ายไปแล้วว่า เราอยู่ร่วมงานได้ไหม  แต่เขาก็ไม่ตอบกลับมา  และตอนนั้นใน infosheet เขาก็ไม่บอกว่าเป็นวันที่เท่าไหร่

ค่ายที่สองที่เชก ได้ทาสี cottages ค่ะ แต่สำหรับเอ ค่ายนี้สนุกสุดในสี่ค่ายแล้วค่ะ เพราะว่าเพื่อนดี  ผู้นำค่ายดี และได้ทำอะไรหลาย ๆ อย่างเช่น ระหว่างค่ายเขาก็จะพาไปเดินป่าที่พวกเราเรียกว่า funny  way ซี่งไม่ funny ตรงไหนเลยค่ะ เพราะทางมันลำบากมาก แต่พอไปถึงแล้วก็คุ้มค่ะ และก็พาไป  โรงงานเบียร์ พาไปขี่ม้า ซึ่งสองอย่างหลังนี้เป็นประสบการณ์ครั้งแรกของเอเลยค่ะ และก็พาไปล่า  สมบัติค่ะ ค่ายนี้ดีมากเพราะผู้นำค่ายเขาติดต่อเราตลอด ตั้งแต่ก่อนเริ่มเดินทางเลยค่ะว่าเราต้องการ  ความช่วยเหลืออะไรไหม ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

ค่ายที่สามที่เชกเหมือนกัน ค่ายนี้จะเกี่ยวกับ summer camp for children with autism ค่ะ คือเราต้องดูแลน้อง ๆ ที่เป็นโรคนี้หรือโรคอื่น ๆ ร่วมกับ Czech Assistant ตั้งแต่น้องตื่นจนน้องเข้านอน ถือว่าหนักค่ะ แต่หนูโชคดีได้น้องที่ดูแลไม่ยากเท่าไหร่ เพื่อนในค่ายบางคนได้น้องที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ หนักอยู่ค่ะ ในค่ายเราก็จะทำกิจกรรมร่วมกับน้อง เช่นไปเดินป่า ระบายสี ประดิษฐ์ของ ฯลฯ ซึ่งค่ายนี้ทำให้รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่เกิดมาปกติ สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ อยากทำอะไรก็ทำ เพราะน้องบางคนเขาก็เป็น Mentally/Physically disabled ค่ะ งานนี้มันไม่ได้เป็นงานหนักอย่างเดียว แต่เป็นงานที่เราต้องทำด้วยใจด้วยค่ะ เพราะหลายครั้งที่น้องเขาไม่รู้เรื่อง ว่าเราอยากให้เขาทำอะไร แต่เราก็ต้องควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ให้ไปลงกับน้อง ผู้นำค่ายมักจะบอกเสมอว่า อย่าทำอะไรกับใครในสิ่งที่ไม่อยากถูกกระทำอย่างนั้น (แต่เราเห็น Czech assistant หลายคนอารมณ์เสียและลงกับน้องบ่อยมากกก แต่เพื่อนในค่ายไม่มีเลยค่ะ )

ค่ายที่สี่ เป็นค่ายรถไฟที่ฮังการี อันนี้ได้ไปทาสีรถไฟค่ะ สรุปแล้วเอเป็น  Master of painting เลย ว่าไหมคะ ฮ่า ๆ อันนี้คืออยู่ในพิพิธภัณฑ์รถไฟ ซึ่งขอบอกว่า Oh My God เกิดมายังไม่เคยเห็นรถไฟบางประเภทเลยค่ะ ซึ่งในค่าย ได้เห็นรถไฟตั้งแต่สมัยโซเวียต ของจริงค่ะ และเวลาว่าง ๆ เราก็นั่งรถเข้าเมืองไปเที่ยว Budapest กันค่ะ

บทเรียนสำคัญที่ได้จากการไปร่วมกิจกรรม คือเพื่อนค่ะ ระหว่างอยู่ในค่าย ได้ไปนอนบ้านเพื่อนที่สโลวาเกีย แวะไปเที่ยวพอดี เขาตอนรับเราอย่างดีมาก เหมือนเป็นคนในครอบครัวคนหนึ่งเลยค่ะ ประทับใจมาก ๆ และก็ในบางค่ายจะมี international day ได้เรียนรู้วัฒนธรรม ประเทศ ของเพื่อน ๆ อีกอย่างที่สำคัญที่ได้เรียนรู้คือ every moment counts ค่ะ เราไม่เคยตระหนักถึงเรื่องนี้มาก่อนจนกระทั่งไปค่ายนานาชาติ  เพราะบางครั้ง บางสิ่งมันผ่านมาแล้วมันก็จะผ่านไป และบางทีเราอาจจะไม่ได้ทำมันอีกแล้วในชีวิตนี้ เรื่องเพื่อนก็เหมือนกัน เพื่อนในค่ายดีมาก ๆ จนบางทีก็คิดว่าเราอยากใช้เวลาสนุกกับเพื่อนให้มากที่สุด เพราะไม่รู้ว่าต่อไปจะได้เจอกันไหม

อีกเรื่องหนึ่งที่เรียนรู้คือการเปิดใจค่ะ อยู่ที่นู่นได้ลองทำอะไรใหม่ ๆ เต็มเลย แต่เนื่องจากเป็นคนชอบลองอยู่แล้วเลยไม่มีปัญหา กลับสนุกด้วยซ้ำ ทำให้รู้สึกว่าตอนนี้โลกของเรามันกว้างมากกว่าเดิมค่ะ ซึ่งดีมากๆๆๆๆ

สำหรับคำแนะนำสำหรับคนที่สนใจไปร่วมค่ายในต่างประเทศ ควรเลือก topic ที่เราสนใจหรือตรงกับช่วงเวลาของเรามากที่สุดแล้วลองไปใช้ชีวิตในอีกแบบนึงดูค่ะ ไปลองทำอะไรใหม่ ๆ เอเชื่อว่าถ้าเราอยู่กับที่ไม่เปิดใจ ไม่ไปไหน ชีวิตเราก็เป็นแบบเดิมทุก ๆ วัน ลองออกไปใช้ชีวิตสนุก ๆ บ้างเถิดค่ะ ตลอดเกือบสองเดือนครึ่งที่เอออกไปผจญภัย ทำให้รู้สึกว่ามันสนุกกว่าอยู่ไทยอีกค่ะ และถ้ามีเวลาก็จะไปใหม่แน่นอนค่ะ

——————————————————————————————————————————————————————–

ณัฐกิตต์ สายภัทรานุสรณ์ ร่วมค่ายทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไอซ์แลนด์ (Iceland)

ระหว่างวันที่ 6-20 มิถุนายน 2557

ผมชื่อภูมิ ณัฐกิตต์ อายุ 21 ปี ครับ เรียนอยู่คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ผมไปค่ายอาสา  สมัครที่ประเทศไอซ์แลนด์ ขององค์กร SEEDS 6-20 มิถุนายน 2557 เหตุผลที่อยากไปค่ายนี้คือ  อยากไปเห็นทัศนียภาพของประเทศไอซ์แลนด์  และอยากเจอเพื่อนใหม่ ๆ ทั่วโลกครับ กิจกรรมที่ผม  ไปทําส่วนใหญ่ จะเกี่ยวกับการบูรณะที่ดินครับ เก็บเศษขยะต่างๆ เช่น เศษยาง เศษตะปู  ทําพื้นโดยเอา  หญ้ามาปูทําเป็นทางเดิน ประมาณนี้ครับ จุดประสงค์คือ ทําสถานที่ให้มันสวยงามครับ ที่ดินนี้ เป็นที่ที่มี  คนเคยอาศัยมาก่อนครับแต่ เขาย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้วโฮสที่ให้เรามาทํากิจกรรมเขาซื้อต่อมาจากคนคน  นั้นครับ

เพื่อนที่ไปทําค่ายอาสาสมัคร มาจากเยอรมัน 2 คน ฝรั่งเศส 2 คน สวิตเซอร์แลนด์ 1 คน อเมริกา 1 คน  แคนาดา 1 คน และมาจากไทย 1 คน เป็นคนตะวันตกหมดเลย มีเราผมดําคนเดียว คนในแคมป์ส่วน  ใหญ่ชอบฟังเพลงตะวันตก ผมไม่รู้จักนักร้องแนว ๆ นี้เลย ซึ่งผมไม่ชอบ ทําให้บางครั้งรู้สึกเบื่อ ไม่รู้จะคุยอะไรด้วย ถามชื่อเพลง ชื่อนักร้องตะวันตกเราก็ตอบไม่ถูก เพราะอยู่ที่ไทยไม่เคยได้ยินเลย คือเขาฟังเพลงตะวันตกกันหมดเลย เพลงเก่าๆ ช่วงปี  1980 แล้วดูเขาจะชอบอะไรคล้าย ๆ กัน เช่น ชอบไปเดินเขา ผมก็ไปเดินแต่ไม่ได้ชอบถึงขนาดเป็น hobby อะไรแบบนี้  วัฒนธรรมมันไม่เหมือนกัน อย่างอยู่เมืองไทย กิจกรรมพวกฟังเพลงเป็นเรื่องเป็นราวมันน้อยจริงๆ อาจจะเพราะสภาพอากาศที่ทําให้คนไทย เปลี่ยนไปทํากิจกรรมอื่น ๆ ได้ตลอดเวลา เช่น ไปเดินห้างสรรพสินค้า ไปดูหนัง เพราะบ้านเราสถานที่พวกนี้เปิดดึกมาก ๆ ทั้งกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ไปออกกําลังกายสวนสาธารณะ แต่ในขณะที่ประเทศยุโรปส่วนใหญ่ห้างปิด 6 โมงเย็น และอากาศหนาวมาก ฝนตกไม่เป็นเวลา คนเขาก็อยู่แต่ในบ้าน เป็นต้น นอกจากนี้ พวกเขาไม่ค่อยถ่ายรูปกันด้วยครับ อย่างผมเคยไปค่ายอาสาสมัครที่เยอรมัน เมื่อปี พ.ศ. 2553 เพื่อนคนเอเชียอื่น ๆ เช่น คนเกาหลี  เขาเก็บภาพถ่ายเยอะมาก ถ่ายทุกอย่าง อาหารมื้อแรก การทํางานในแคมป์  การทํากิจกรรม การออกไปเที่ยวข้างนอก ฯลฯ แต่แคมป์ที่ไอซ์แลนด์มีแต่ชาวตะวันตก เขาถ่ายรูปเฉพาะเวลาออกไปเที่ยว เวลาทํางานคือทํางานอย่างเดียว ไม่มีรูปถ่ายในขณะทํางานเลยครับ แต่ผมก็มีนะ วันสุดท้ายผมต้องเอากล้องไป แล้วบอกเพื่อนว่าช่วยถ่ายตอนที่ผมกําลังตอกตะปูหน่อยสิ 55555

การทํางานในแคมป์ไม่มีปัญหาครับ ทุกคนช่วยกันทํางานดีมากครับ อากาศที่ไอซ์แลนด์แปรปรวนมาก มีอยู่วันหนึ่งฝนตกทั้งวัน บรรยากาศแย่มาก ๆ ทําให้ขี้เกียจทํางาน แบบอยากนอนเฉย ๆ ไม่อยากทําอะไร คิดถึงประเทศไทย เพราะอากาศมันแย่จริง ๆ ครับ ฝนมันตกไม่หนักหรอก แต่มันดูไม่มีชีวิตชีวาเลย หมอกหนามาก ไม่มีแดด มองไม่เห็นวิวอะไรเลย แต่พอมีแดดก็รู้สึกว่ามีชีวิตชีวาจริง ๆ นะ อยากออกไปเดินเล่น หรือพร้อมสําหรับการทํากิจกรรมอาสาแล้ว แต่แดดแรงมาก ๆ ครับ ผมไม่ได้ทาครีมกันแดด ผิวไหม้เลยครับ กว่าจะรู้คือผิวคล้ำและแสบมาก ๆ ครับ คอยดูรูปได้เลยครับ 55555

ช่วงที่ผมไปทํากิจกรรมมันตรงกับวันเกิดของผมพอดีครับ เพื่อน ๆ ในแคมป์ส่วนใหญ่เลยสร้างความประทับใจ โดยซื้อการ์ดแล้วเขียนคําอวยพรให้ ผมรู้สึกดีมาก ๆ ครับ โฮสเจ้าของที่ที่เราทํางานให้ เขาก็ทําเค้กมาเยอะมาก มีเครื่องดื่มฟรีไม่อั้น เขาบอกว่าวันเกิดเป็นสิ่งที่สําคัญสําหรับคนไอซ์แลนด์มาก ๆครับ ต้องฉลอง วันนั้นอิ่มเลยครับ

กิจกรรมอาสาสมัครทําให้ผมรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ และรู้จักกับตัวเองมากขึ้นครับ เพราะผมต้องปรับตัวให้เข้ากับคนส่วนใหญ่  ซึ่งมีพื้นฐานวัฒนธรรมแตกต่างกัน ยิ่งผมเป็นคนเอเชียคนเดียวในแคมป์ ไม่มีเพื่อนคนเอเชียที่มาจากวัฒนธรรมเดียวกัน ผมต้องปรับตัวเยอะจริง ๆ ครับ แต่การทําค่ายอาสาสมัครก็ทําให้ผมสนุก ได้เห็นอะไรใหม่ ๆ ที่ไม่เคยเห็นในประเทศไทย ได้กินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนในชีวิต สําหรับคนที่คิดจะไปค่ายอาสาสมัครก็ขอให้โชคดี จงเป็นคนทีปรับตัวง่าย ชอบมีส่วนร่วม ชอบแสดงความคิดเห็น แค่นี้ก็สามารถเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครได้แล้วครับ

——————————————————————————————————————————————————————–

บุณยภัทร มนต์สัตตา เข้าร่วมค่ายเกษตรและกิจกรรมกับเด็ก ที่ประเทศญี่ปุ่น

เมือง Aso, Kumamoto ระหว่างวันที่ 2-15 สิงหาคม 2557


ค่ายอาสาสมัครที่ประเทศญี่ปุ่นนี้เป็นค่ายอาสาค่ายแรกในชีวิต เหตุผลที่ตัดสินใจไปคืออยากไปเที่ยว  ญี่ปุ่น และอย่างรู้เรื่องราวของความเป็น local ที่ญี่ปุ่น อาจเป็นเพราะอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาก จึงอยากเห็น  ของจริง

กลัวมาก เพราะเป็นค่ายอาสาค่ายแรก และเป็นค่ายต่างประเทศ ภาษาอังกฤษของเราถือว่าไม่ดีนัก พอ  พูดได้แต่สําเนียงไทยมาก กลัวคนที่ค่ายจะฟังไม่รู้เรื่อง แล้วก็กลัวฟังใครไม่รู้เรื่อง และญี่ปุ่นเป็น  ประเทศที่ไม่พูดอังกฤษนัก ก็กลัวอีกว่าจะไม่สื่อสารกับคนญี่ปุ่นในค่ายได้ แต่เมื่อได้เจอชาวค่ายจริง ๆ  แล้ว ค่อนข้างต่างจากที่คิด ทุกคนเป็นมิตรมาก พยายามจะสื่อสารกันด้วยวิธีต่าง ๆ แม้ว่าอังกฤษของเรา  (และของคนญี่ปุ่น) จะสําเนียงไม่ดี แต่ก็พยายามฟังกันจนรู้เรื่อง และถือเป็นโชคดีมากที่มีอาสาชาว  ญี่ปุ่นที่มีภาษาอังกฤษดี (พูดเป็นสําเนียงญี่ปุ่น แต่สื่อสารได้ดี) จึงเป็นคนคอยแปลภาษาอังกฤษและ  ญี่ปุ่น ทําให้ชาวค่ายสามารถสื่อสารกับคนท้องที่ได้

กิจกรรมในค่ายสนุกมาก ตามรายละเอียดค่ายคือ ช่วยชาวบ้านจัดเทศกาล ทําการเกษตร และ work with children ส่วนตัวคิดไว้ว่าคงหนักที่งานเกษตร แต่เอาเข้าจริงแล้วหนักที่ work with children ส่วนตัวไม่ใช่คนที่รักเด็กมากนัก แต่เด็กญี่ปุ่นทําให้เราประทับใจหลายอย่าง ทั้งความมีน้ำใจ ความมีวินัย ต้องชื่นชมชาวญี่ปุ่นว่าดูแลอนาคตของเขาได้ดีจริงๆ

การทําอาหารในค่ายสนุกมาก ได้กินอาหารหลายชาติทั้งญี่ปุ่น (ที่อาสาทําอร่อยมาก) อิตาลี (แปลกใหม่) และไต้หวัน บางครั้งอาหารอาจจะออกมาแปลก ๆ เพราะแต่ละคนไม่ได้เข้าครัวบ่อย แต่การได้กินรวมกันก็ทําให้อาหารอร่อยขึ้นมา ไม่มีใครบ่นแม้ว่าอาหารจะแปลกก็ตาม

ได้รับรู้เรื่องราวของประเทศต่าง ๆ เยอะขึ้นมาก ได้เพื่อนใหม่ (ที่บอกว่าถ้ามาไทยแล้วจะติดต่อมา แล้วถ้าไปประเทศเขาให้บอกเขาด้วย) ได้รับรู้ความแตกต่างด้านวัฒนธรรมมากมาย (ญี่ปุ่นแปรงฟันนอกห้องน้ําจริง ๆ นะ!!!)

สองอาทิตย์ที่ค่ายเหมือนจะยาว แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องจากกันทุกคนกลับรู้สึกว่ามันสั้นเหลือเกิน ถ้ามีโอกาสก็อยากจะเจอคนที่ค่ายอีก

——————————————————————————————————————————————————————–

พณิกา สันติวราคม เข้าร่วมค่ายสิ่งแวดล้อม ประเทศเกาหลี

เมือง Gokseong ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม – 9 สิงหาคม 2557

สวัสดีค่ะ ชื่อนินะคะ อายุ 25 ปีค่ะ  โดยปกติแล้วเป็นคนชอบทำกิจกรรม outdoor activities  และชอบท่องเที่ยว  ตามธรรมชาติค่ะ พอหลังจากที่ได้เห็นข่าวจากค่ายดาหลา ว่ามี workcamp ของประเทศเกาหลี ที่เราจะได้มีโอกาส  ไปสอนหนังสือเด็กและทำกิจกรรม outdoor activities ก็เลยสนใจและสมัครไป ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณพี่ ๆ ทีม  งานของดาหลาที่ให้คำแนะนำและบอกข่าวดี ๆ ให้ได้รับรู้ และได้มีโอกาสไปเข้าร่วม รวมทั้งคำแนะนำดี ๆ สำหรับ  การเตรียมตัวไปทำค่ายต่างประเทศครั้งแรก

สำหรับค่ายนี้เป็นค่ายต่างประเทศครั้งแรกรู้ สึกประทับใจในตัวเพื่อนร่วมที่เป็นคนสนุกสาน เฮฮา เปิดเผย และจริงใจ  ระหว่างค่ายเราทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างร่วมกัน มีวันเวลาดี ๆ ให้จดจำ เล่นเกมส์ คิดกิจกรรมให้น้องเล่น ร่วมกันแก้  ปัญหาเวลาน้องไม่ค่อยให้ความร่วมมือ รวมทั้งยามที่เพื่อนคนใดในค่ายมีปัญหา  เราไม่เคยทิ้งกันเลย ตัวอย่างเช่น  บ้านพักของเราอยู่ล้อมรอบด้วยภูเขาและทุ่งนา เราใช้จักรยานในการเดินทางไปที่อื่น ๆ และบ่อยครั้งเราก็เกิดปัญหา  จักรยานล้มหรือเวลาไปเล่นน้ำลื่นตกลงไป เพื่อน ๆ ที่ค่ายก็ดูเลเป็นอย่างดี

เรื่องที่ประทับใจที่สุดมีอยู่สามเรื่องคือ ค่ายนี้เป็นค่ายเกี่ยวกับธรรมชาติดังนั้น เราเลยได้ทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่างที่  เกี่ยวกับธรรมชาติมาก ๆ อย่างเช่น วันรักษ์สิ่งแวดล้อมเราต้องไปอาบน้ำ ล้างหน้า กับแปรงกันที่น้ำตกเล็ก ๆ มันให้  ความรู้สึกที่แปลก ๆ แต่รู้สึกสนุกและชอบในเวลาเดียวกัน  คูล!!

สิ่งที่สองคือประทับสถานที่ gokseong สถานที่นี้เป็นเหมือนหมู่บ้านเล็ก ๆ`แต่เป็นธรรมชาติมาก ๆ  ต้นไม้เขียว ชอุ่มอุดมสมบูรณ์ ตอนที่ได้ปั่นจักรยานกลางทุ่งนาและภูเขาเป็นความรู้สึกที่ฟินสุดแล้ว ร่วมทั้งมีเพื่อนและเด็กปั่นด้วยกันยิ่งเพิ่มความรู้สึกดีมากขึ้นไปเอง  การใช้ชีวิตอยู่ ที่นั่นก็สบาย ๆ เรียบง่าย คนที่นั้นก็ปลูกพืชเลี้ยงสัตว์กินเอง สนุกสนานและเป็นกันเอง

สิ่งที่สามเป็นความประทับใจมาก ๆ ของเพื่อนร่วมค่ายและเด็ก ๆ เพื่อนร่วมค่ายที่นี้น่ารักมาก ๆ ตลก เฮฮา รั่ว สุด ๆ

เรามักจะเล่มเกมส์กันในยามว่างและยามที่ขี้เกียจล้างจานหรือหาผู้แพ้เพื่อรับหน้าที่ไปทำอะไรสักอย่าง ส่วนน้อง ๆ ที่อยู่ที่โรงเรียนน่ารักมากเช่นกัน เป็นเด็กดี มีน้ำใจและจริงใจมาก อย่างเช่นมีอยู่ครั้งหนึ่งน้องกำลังยืนกินแตงโมอยู่ที่ถาดใหญ่  เหลือแตงโมอยู่ในถาดชิ้นเดียว เห็นน้องคีบแตงโมอยู่นึกว่าน้องจะคีบใส่ปากตัวเองแต่เขากลับเอามาให้เราแทน รู้สึกประทับใจในเด็กน้อยมากเลย

สุดท้ายนี้ขอฝากไว้สำหรับใครที่สนใจไปค่ายต่างประเทศนะคะ ว่าอย่ากลัว ต่อให้จะไปคนเดียว เพราะประสบการณ์หรือสิ่งที่คุณจะได้กลับมานั้นมากมาย  มากกว่าการที่คุณไปนั่งเรียนในห้องเรียนหรือจ่ายเงินแพง ๆ ไปพักสถานที่ดี ๆ อะไรเสียอีก คุณจะได้สัมผัสอะไรที่มันเป็นดั้งเดิมหรือวิถีของเขาจริง โดยที่ไม่ต้องไปเดินตามหาตามสถานที่ต่าง ๆ ที่เขาจำลองสร้างขึ้นมา  คุณจะได้เพื่อนจากหลากหลายประเทศ  คุณจะได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกับคนอื่น คนที่มีนิสัยใจคอ วิธีการคิดที่เหมือนกับเราและไม่เหมือนกับเรา    มันเป็นอะไรที่วิเศษมาก ๆ จริง ๆ

——————————————————————————————————————————————————————–

ทอมมัส โฟเกิล ร่วมค่ายสิ่งแวดล้อม ประเทศเกาหลี

เมืองปูซาน ระหว่างวันที่ 8-18 กรกฎาคม 2557

ชอบงานที่ทําเพื่อสังคมเช่นนี้ เพราะรู้สึกดีที่ได้ทําอะไรบางอย่าง แม้จะเป็นแค่ส่วนเล็กน้อยแต่ก็สร้าง  ความภูมิใจที่ได้ทํางานให้กับโลกของเราให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น ทั้งยังได้เรียนรู้และศึกษาวัฒนธรรม แม้ว่าตัว  ผมจะเป็นบุคคลที่มีอายุมากที่สุดในค่าย แต่ชาวอาสาก็ไม่รังเกียจหรือแบ่งชนชั้น ทั้งยังให้ความเป็น  กันเองโดยไม่แบ่งว่าเราเป็นใคร อายุเท่าไรหรือมีฐานะอะไร ทุกคนมีสิ่งเดียวที่มายังที่ค่ายคือ
ต้องการทําให้โลกของเราเป็นสถานที่ที่ดียิ่งขึ้น

——————————————————————————————————————————————————————–

ชาญชัย พิพัฒน์พิทยาสกุล เข้าร่วมค่ายเทศกาลไวกิ้ง ประเทศไอซ์แลนด์

ระหว่างวันที่ 18-28 กรกฎาคม 2557

เป็นโอกาส ที่ทําให้เราได้เรียนรู้ทั้งตัวเอง และผู้อื่น เป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทําอะไรใหม่ ๆ  ให้ตัวเอง ได้เห็นวัฒนธรรมที่แตกต่างจากคนไทย ได้ปรับตัว ให้เหมาะสมกับวัฒนธรรมของคนอื่น

ส่วนคําแนะนําที่อยากให้ต่ออาสาสมัครที่อยากจะไปร่วมกิจกรรมในลักษณะเดียวกันนั้น ก็น่าจะ  เป็นการเตรียมใจและการปรับตัว ที่จะสามารถอยู่กับสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ให้ได้ ส่วนเรื่องภาษานั้น  จริง ๆ แล้ว ตอนแรกผมก็กังวลอยู่เพราะ ตัวเองไม่ค่อยเก่งเรื่องภาษา แต่สุดท้ายแล้ว เราก็สามารถอยู่  ได้ ถ้าเราสามารถปรับตัว และทําสิ่งที่เราทําได้ พูดในสิ่งที่เราสามารถพูดคุยได้ บางครั้งอาจจะไม่ค่อย  เข้าใจว่า เค้าคุยอะไร แต่ถ้าเป็นกิจกรรมที่จะต้องช่วย ถึงจะฟังไม่ค่อยเข้าใจ แต่ก็พอจะรู้ว่า จะต้องช่วย  ทําอะไร

——————————————————————————————————————————————————————–

วรรณิภา ชื่นอารมณ์ เข้าร่วมค่ายมรดกโลก ทำนาขั้นบันได  ประเทศฟิลิปปินส์
เมืองอิฟูเกา ระหว่างวันที่ 7-18 กรกฎาคม 2557

เลือกร่วมกิจกรรมค่ายอาสาที่ฟิลิปปินส์ เพราะเห็นภาพ นาขั้นบันไดจากกูเกิ้ล คืออลังการมาก อยากมี  พื้นที่เขียว ๆ เพดานสีฟ้า ๆ เป็นห้องทำงานดูบ้าง เหตุผลที่เลือกมีแค่นี้จริง ๆ ค่ะ ไม่ได้เลือกอะไรมาก  เลย  แต่รู้สึกไม่ค่อยดีเลยกับวันที่เหยียบมะนิลาครั้งแรก คือโดนต้มตุ๋นอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น  แท็กซี่ ร้านอาหาร หรือบริการ คือรู้สึกแย่ขึ้นมาเลยที่เลือกที่จะมาฟิลิปปินส์ แต่แอบหวังว่า ต่างจังหวัด  จะเป็นที่ที่อบอุ่นและเป็นมิตรกว่านี้

ซึ่งอิฟูเกา ไม่ทำให้ผิดหวัง ทั้งคนและธรรมชาติ

วินาทีแรกที่เห็นนาขั้นบันได คือ ไม่ผิดหวังที่นั่งรถมาจากมะนิลา 9 ชั่วโมง คือ สวยมาก ความรู้สึกกับ  กิจกรรมคือทุกอย่างเป็นไปตามแพลนที่แจ้งให้อาสาสมัครทราบ ยืดหยุ่นบ้างตามสถานการณ์ ถือว่าไม่  แน่นมาก และไม่น่าเบื่อมี โอกาสได้ทำเกือบทุกอย่าง ได้ไปหลาย ๆ ที่ ไม่ใช่อยู่แค่ทำนาอย่างเดียว ได้  เห็นชีวิตความเป็นอยู่จริง ๆ ของคนพื้นที่ ได้รู้ปัญหาของการทำนาขั้นบันได และปัญหาเรื่องการขาดผู้  สืบทอดภูมิปัญญา

ความรู้สึกเกี่ยวกับเพื่อน ๆ อาสาสมัคร ส่วนใหญ่มาเพราะสมัครใจ เลยช่วยกันทำงาน และพร้อมที่จะเรียนรู้จากชาวบ้าน เลยไม่ค่อยมีปัญหาอะไร ส่วนการใช้ชีวิตร่วมกันอาสาสมัครส่วนใหญ่ถึงจะต่างวัฒนธรรมกันมาก ๆ แต่ทว่าแต่ละคนมีมารยาทสากล และมีความยืดหยุ่นสูง เลยไม่มีปัญหาระหว่างเพื่อนร่วมค่าย

ประทับใจทุกอย่างในค่ายยกเว้นอาหารและห้องน้ำ

เนื่องจากมีอาสาสมัครบางคนที่เคยชินกับการใช้ทิชชูในห้องน้ำแล้วทิ้งในชักโครก ซึ่งห้องน้ำค่ายเป็นโถชักโครกที่ต้องราดน้ำ วันท้าย ๆ เราจึงไม่มีห้องน้ำไว้ให้ปลดทุกข์กัน หนักหน่อยคือท่อตันเพราะดิน โคลน ลงไปสะสม น้ำขังอยู่ประมาณตาตุ่ม คือตอนนั้นเครียดเหมือนกัน ปวดปัสสาวะก็ต้องรอปลอดคน ลงไปปลดทุกข์ตามพุ่มไม้ตอนค่ำ ๆ ถ้าถ่ายหนักยิ่งแล้วใหญ่ เก็บไว้เข้าตามร้านข้าว  แล้วห้องน้ำที่นี่มีลักษณะพิเศษ เหมือน ๆ กันในแทบทุกบ้านที่ได้ลองเข้าคือ ในห้องน้ำจะมีแต่โถสุขภัณฑ์ ถังน้ำที่ใช้ราดจะอยู่นอกตัวห้อง เวลาเข้าห้องน้ำเราต้องตักน้ำจากข้างนอก ใส่กระป๋องน้ำหิ้วเข้ามาเตรียมไว้ก่อนทำธุระ  ส่วนห้องอาบน้ำที่แคมป์ ไม่มีประตูปิดค่ะ เวลาอาบน้ำคือ เอาผ้าขนหนูขึงกั้นแทนประตูไว้เฉย ๆ ก็มีบ้างที่ห้องข้าง ๆ หยิบของแล้วผ้าขนหนูร่วงก็เป็นที่ขำขันหยอกล้อกันไป สำหรับชาวยุโรปก็ไม่ค่อยเป็นปัญหาอะไร แต่สาว ๆเอเชียนี่จะตื่นเต้นกันมากกับห้องน้ำไร้ประตูอันนี้ เชื่อว่าครั้งต่อไปคงมีการปรับปรุงค่ะ พวกเราตอนนั้น รู้สึกไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ แต่พอมานึกย้อนไป มันเป็นความทรงจำนึงที่ต้องพูดถึงแน่ ๆ ถ้าเล่าถึงการมาค่ายอาสาครั้งนี้

สิ่งที่ได้เรียนรู้จากค่ายอาสาครั้งนี้คือ คนที่นี่เรียนรู้ที่จะอยู่กับธรรมชาติได้ดีจริง ๆ ค่ะ เค้าอยู่ได้โดยไม่ใช้โฟม รณรงค์อย่างเคร่งครัดว่าจะต้องให้ลูกหลานแยกขยะ คือในความคิดเราคือเค้ามีความคิดแบบ คนละครึ่งทางระหว่างคนกับธรรมชาติ อิฟูเกามีเทคโนโลยีพอ ๆ กับบ้านเรา แต่บางอย่างคนก็รับ บางอย่างเค้าก็แค่รู้ว่ามีเฉย ๆ แต่ก็ไม่ได้เห็นความสำคัญที่จะขาดไม่ได้

อีกอย่างคือการเรียนรู้ระหว่างการใช้ชีวิตร่วมกับอาสาสมัครต่างชาติ ทำให้เรียนรู้เรื่องการปรับตัว การยืดหยุ่นยอมรับสิ่งที่แตกต่าง ไม่ยึดมั่นกับความเป็นตัวเองมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวเองโดยสิ้นเชิง หลายครั้งที่คนเราทะเลาะกันเพราะความต่าง ไม่ว่าจะด้วยความคิด การกระทำ หรืออะไรก็แล้วแต่ ความแตกต่างไม่ใช่ปัญหา แต่การคิดว่าคนอื่นทำอะไรในแบบที่เราไม่ทำคือความผิด นั่นคือปัญหา  การเข้าค่ายอาสาต่างชาติทำให้เราเรียนรู้คนอื่น ไปพร้อม ๆ กับเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ให้ตัวเองด้วย ส่วนตัวคิดว่าตรงนี้จะช่วยให้เรามีทัศนคติในการดำเนินชีวิตมากขึ้นค่ะ

——————————————————————————————————————————————————————–